สวัสดีเพื่อนๆ วันนี้เรามาฉลองความเป็น loyalty customer ของเรากับเครือ Marriott อีกครั้ง ด้วย status ใหม่ ไฉไลสุดๆ นั่นคือ Lifetime Platinum Elite status ซึ่งเป็น status Top สุดของการเป็น Lifetime ในเครือ Marriott แร้วววว

 

อนึ่ง รีวิวนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนใดๆ จาก Marriott เลย (เศร้าแพร็บ T.T) เราทำการรีวิวและพักโรงแรมในเครือสม่ำเสมอเพราะของเค้าดีจริงนะคะ 🙂

 

 

อะไรคือ Lifetime Elite Status?

โดยปกติแล้ว ตามที่ทุกคนทราบ Loyalty tier ของ Marriott เนี่ยะ จะมีทั้งหมด 6 tiers ด้วยกัน เรื่มตั้งแต่ member ธรรมดา, Silver, Gold, Platinum, Titanium, และ Ambassador เป็น Tier สุดท้ายและสูงที่สุด โดยเงื่อนไขการได้เลื่อนชั้นก็จะมี criteria แตกต่างกันออกไป หลักๆ จะดูจากจำนวนการเข้าพักโรงแรมในเครือ Marriott ต่อปี (Nights/year) และ benefit ที่ได้ของแต่ละ tier ก็จะแตกต่างกันเช่นกัน (ดูรายละเอียดของ benefit ที่นี่) โดยที่ สถานะของ tier จะมีการ review ทุกปี คล้ายกับสถานะสมาชิกของการบินไทย อย่างเช่น ปีนี้คุณเป็น gold member แต่ถ้าปีหน้าคุณบินได้ qualified ไมล์ไม่ถึง คุณก็อาจจะหล่นลงมาเป็น silver หรือเป็น member ธรรมดาก็เป็นได้ ของ Marriott ก็เหมือนกัน แต่ละปี คุณจะต้องรักษาจำนวนการเข้าพักให้ได้ตามจำนวนคืนที่กำหนด เพื่อคง status เดิมหรืออัพเกรดเป็น tier ถัดไป 

แค่ฟังก็เหนื่อยแล้วค่ะ ยิ่งเป็น Tier สูงๆ อย่าง platinum status หรือ titanium status ที่มีจำนวน minimum ในการพักต่อปีตั้งแต่ 50 และ 75 คืนขึ้นไปแล้วหล่ะก็ ถ้าไม่ใช่พวก Consult หรือพวกชีพจรลงเท้าหนักๆ แล้วหล่ะก็ บอกได้เลยว่ายากส์ ดังนั้นเค้าจึงมีท่าที่เรียกว่า “Lifetime” status ออกมา นั่นหมายความว่า เมื่อคุณได้เป็น lifetime แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องพักให้ครบตามจำนวนคืนต่อปี เพราะคุณได้ status นั้นๆ ไปตลอดชีวิตนั่นเอง

 

 

ทำยังไงถึงจะได้ Lifetime Elite Status?

Lifetime Status มีทั้งหมด 3 ขั้นคือ

  1. Lifetime Silver Elite: เงือนไขการได้คือ จำนวนรวมของคืนที่พักไม่เกี่ยงจำนวนปี 250 คืนขึ้นไป และมีสถานะเป็น Elite member อะไรก็ได้ ไม่ตำ่กว่า 5 ปีต่อเนื่อง
  2. Lifetime Gold Elite: เงือนไขการได้คือ จำนวนรวมของคืนที่พักไม่เกี่ยงจำนวนปี 500 คืนขึ้นไป และมีสถานะเป็น Elite Gold member ขึ้นไปไม่ตำ่กว่า 7 ปีต่อเนื่อง
  3. Lifetime Platinum Elite: เงือนไขการได้คือ จำนวนรวมของคืนที่พักไม่เกี่ยงจำนวนปี 600 คืนขึ้นไป และมีสถานะเป็น Elite Platinum member หรือสูงกว่าไม่ตำกว่า 10 ปีต่อเนื่อง เป็น status ที่ได้โคตรยาก และต้องอาศัยความ loyalty กับแบรนด์ Marriott มากจริงๆ

Note: จริงๆ แล้วมี Status ลับ อย่าง Lifetime Titanium Elite ด้วยนะ แต่เค้าเปิดให้แค่ช่วง limited time ​และ condition ของคนที่จะได้คือยากแบบมหากาฬเลยแหละ ดังนั้น เราจึงข้ามไปในที่นี่…

แต่แล้ว ด้วยความพยายามและความอดทน ….. เราก็ได้มาถึงจุดที่เราครบ 600 คืนบวกกับเป็น platinum member มาเกิน 10 ปี!!  (ปัจจุบันมีสถานะเป็น Titanium)

และในวันที่เราครบ 600 คืน วันนี้ เรามาเลือกพักที่โรงแรม W Opera Paris กันค่ะ

 

 

W Paris Opera

โรงแรม W Paris Opera ถือเป็นโรงแรมที่ location โคตรดี คืออยู่ประจันหน้ากับ Palais Garnier opera house อันโด่งดังและยังอยู่ติดห้างดังอย่าง Galeries Lafayette เอาเป็นว่า นักช้อปเดินขาขวิดอย่างเรา ช้อปๆ อยู่ ก็เดินเอาของไปเก็บ พักผ่อนขา แล้วก็ลงมาช้อปต่อ ชีวิตติดลูปแบบนี้ ใครๆ ก็ชอบ จริงม๊ะ 🙂

 

 

จาก Porto ถึง Paris เราบินมาใช้เวลาเกือบ 3 ชั่วโมง ลงเครื่องปั๊บก็เจอกับฝนทันที เราเรียก Taxi  จาก Orly Airport (ORY) ไปยังโรงแรมใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เราได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นมากจาก Front Office Staffs นอกจากนั้น Front Office manager ยังได้ออกมาต้อนรับเราอย่างเป็นกันเองพร้อมกัน กับเปิด Champaign ให้เราเพื่อฉลอง 600 คืน พร้อมกับ escort เราขึ้นไปที่ห้องพัก

 

 

เราทำการจองโรงแรมมาล่วงหน้าประมาณ 2 เดือน โดยการใช้ point redemption จำนวน 50,000 points (ปัจจุบัน เปลี่ยนมาเป็น Bonvoy ต้องใช้ 60,000 points นะคะ) นั่นแปลว่า ห้องที่เราควรได้ น่าจะเป็นห้องแบบ 1st category ต่ำสุด นั่นคือ Cozy Room หรือ Wonderful Room แต่แน่นอนว่า วันนี้ครบรอบ 600 คืนของเราพวกกับ Titanium status แบบเรา ทางโรงแรมก็ใจดี ทำการ upgrade ห้องเรา (อีกแล้ว) เป็น Extreme Wow Suite ซึ่งเป็นห้อง category สูงที่สุดของที่นี่

 

Extreme Wow Suite

Extreme Wow Suite เป็นห้อง suite ขนาดใหญ่สุดขนาด 90 ตารางเมตร โดย layout ของห้องจะอยู่หัวมุมตึก ดังนั้นจะรับวิวได้จาก 2 ถนนเลย เปิดประตูเข้ามา จะพบกับโซนวิบวับที่เหมือนกับกำลังเดินเข้าผับไม่มีผิด

 

 

โซนต่อไปเป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งทางโรงแรมประดับลูกโป่งสีสันแสบทรวงให้เรา เป็นการฉลองครบรอบ 600 คืน เฟอร์นิเจอร์ของเค้าแต่อย่างก็ยังคงความ chic ตามแบบฉบับของ W Hotel 

 

 

นอกจากลูกโป่งแล้ว ยังมี Champagne, เค้ก (วันเกิด ที่ไม่เข้ากับการ celebrate ครั้งนี้เท่าไหร่ -_-‘) และของขวัญพรีเมี่ยมอย่าง Maison Du Bon อีกด้วย (เด๋วมารีวิวให้ฟังทีหลัง) โอ้ววว Exclusive จริงๆ 

 

 

ติดกับห้องนั่งเล่นจะเป็นโซนบาร์เล็ก โดยด้านหลังจะมีเครื่องเสียง ตู้เย็น snack bar และทางเข้าลับไปยังห้อง powder room

 

 

แอบสังเกตดีๆ อ๊ะ มี Welcome card ตามแบบธรรมเนียมจ้า 

 

 

ในส่วนของห้องนอนนั้น จะแยกออกไปจากห้องนั่งเล่น ประตูทางเข้าก็แอบอลังการเบาๆ และอย่างที่เราบอกไป ห้องนี้เป็นห้องมุมตรงแยกตัว Y ตัวห้องจะอยู่ตรงสามเหลี่ยมพอดี มองวิวออกไปข้างนอกก็เก๋ไปอีกแบบ ถ้าชุดนอนไฮโซหน่อย ไปยืนเกาะตามระเบียบ โพสท่าสวยๆ คนอาจจะนึกว่าเป็น Paris Hilton (ว่าไปนั่น) ส่วนด้านในห้องก็มีตกแต่งแนวยุโรปจ๋ามากเว่อ

 

 

สำหรับห้องน้ำ ค่อนข้างกว้าง โดย amenity จะให้เป็นผลิตภัณฑ์ของ  Bliss แบบ Full-sized ทั้งหมด ซึ่งจะต่างจากห้องขนาดทั่วไปของ W ที่จะให้แบบ typical trial sized เท่านั้น

 

 

ส่วนอ่างล้างหน้าก็แบ่งเป็น “อันนี้เอาไว้ใช้” ส่วนอีกอัน “เอาไว้โชว์” สวยแซ่บคร่าาาา

 

 

ลูกโป่งนี่อยู่ทุกที่จริงๆ ตั้งแต่ห้องนั่งเล่น ห้องนอน ลามมาอ่างอาบน้ำ โอ้วววว แค่เก็บลูกโป่งก็หอบละเด้อออ

 

 

สำหรับ Titanium status อย่างเรา ก็จะมาพร้อมกับ complimentary breakfast สำหรับ 2 ท่านอยู่แล้ว ห้องอาหารเช้าที่นี่วาง layout เป็นแนวยาวตลกดี แต่ส่วนที่นั่งทานอาหารอยู่หัวมุมตึกตำแหน่งเดียวกับห้องของเรา จึงได้วิวเก๋ไปอีกเช่นกัน

 

 

นอกจากนั้น ทางโรงแรมก็ทำการแถม drink voucher มาให้อีก 2 ใบ เราจึงไม่พลาดที่จะไปนั่งชิวที่ lounge ชั้น 1 พร้อมกับจิบ cocktail สวยๆ กันคนละแก้ว ในยามค่ำคืนกลางกรุง Paris น่าหมั่นไส้มาก ขอบอก 5555

 

 

โดยรวมแล้ว เราชอบเตียงนอนที่ W Opera Paris มากที่สุด เอาจริงๆ W Hotel ทุกที่ที่เราพัก เราก็ชอบเตียงมากที่สุดอยู่แล้ว นอนแล้วแทบไม่อยากลุกไปไหน จนเราให้ชื่อมันว่า “เตียงดูดวิญญาณ” ส่วนพนักงานที่นี่ก็ต้อนรับเราอย่างเป็นกันเองที่สุด front desk ก็ย้ำนักย้ำหนาว่า ทำตัวเหมือนอยู่บ้านนะจ๊ะ อยากจะใส่รองเท้าแตะเดินถือ champagne ออกมาเลยหน้าเลยตาเหมือนอยู่บ้านก็ด้ายยยย (เอิบ อยู่บ้านกรูไม่ไดเป็นแบบนี้นะ) Location ก็ดี ใกล้ที่เที่ยว ใกล้รถใต้ดิน ใกล้แหล่ง shopping แต่สำหรับคนที่เป็นแฟนของ hotel’s facility ก็อาจจะผิดหวังนิดหน่อย เพราะโรงแรมนี้แทบจะไม่มี Facility อื่นเลยนอก Lounge ที่เรากล่าวไปแล้วข้างต้น นั่นคือ fitness, pool, spa, หรือร้านอาหารเกร๋ๆ ไม่มีนะจ๊ะ 

 

 

เห็นอลังการงานสร้างแบบนี้ Check out ออกจากโรงแรม เราจ่ายไป 7.50 euro ถ้วน เป็นค่าภาษีค่ะ โอ้ววว เห็นแค่บิลนี้นึกว่าพักโรงเตี๊ยมนะเนี๊ยะ ใช่แล้วค่ะ เราจ่ายค่าโรงแรมด้วย point ไงคะ  เป็นไงหล่ะ มี point ก็เหมือนมีเงินนะคะ ใช้ให้เป็น แล้วจะคุ้มค่ะ วันหลังจะมาเล่าวิธีการสะสม และการใช้ point ยังไงให้คุ้มค่านะคะ วันนี้ต้องกล่าวอำลาเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า…

“Au revoir”

 

พิกัด:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *