หลายๆ คน คงเคยได้ยินเส้นทางจักรยานนี้มาบ้างแล้ว พี่ตูน Body Slam ซุปตาร์สุดปลื้มของเรา ก็เคยมาปั่นในเส้นทางนี้เช่นกัน  Shimanami Kaido ได้รับขนานนามว่าเป็นเส้นทางปั่นจักรยานที่สวยติดอันดับโลกเพราะมันเป็นทางจักรยานที่เชื่อมต่อระหว่าง จังหวัดเอฮิเมะ (Ehime) และ ฮิโรชิมะ (Hiroshima) ด้วยถนนที่ตัดผ่าน 6 เกาะ ความยาวกว่า 70 กิโลเมตร คนส่วนใหญ่ก็มันจะเรียกว่า เป็นเส้นทาง 6 เกาะ 7 สะพาน ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการปั่นจักรยานเพราะทางจักรยานจะแยกกับทางรถยนต์อย่างชัดเจน ตลอดเส้นทางจะเป็นการปั่นจักรยานท่ามกลางท้องฟ้าและทะเล Setouchi สีคราม ทั้งยังทัศนียภาพธรรมชาติที่สวยงาม และยังได้ชมวิวเกาะน้อยใหญ่ที่ตั้งอยู่บนทะเลเซโตะอุจิอีกด้วย เราก็เคยได้ยินคำล่ำลือมานานแล้ว มาเยือนญี่ปุ่นหน้าร้อนคราวนี้ นี่จึงเป็นจุดมุ่งหมายหลักของเราสำหรับทริปนี้ค่ะ 

เริ่มต้นที่ไหน?

Shimanami Kaido เป็นเส้นทางที่เชื่อมจากเมืองเล็กๆ ที่ชื่อว่า Onomichi จังหวัด Hiroshima กับเมือง Imabari จังหวัด Ehime ดังนั้นการจะเริ่มปั่น โดยปกติแล้วคุณก็มีให้เลือกสองทางคือ จะเริ่มจาก Onomichi ไปสิ้นสุดที่เมือง Imabari หรือกลับกัน แต่ไม่จำกัดแค่นี้เสมอไป เพราะอย่างที่บอกไป ทั้งเส้นทาง (ถ้านับระยะทางบนเส้นที่เค้า recommend สำหรับนักปั่น) จะมีความยาวถึง 70 กิโลเมตร ไม่รวมว่าแวะเที่ยวโน่นนี่ กินข้าว หรืออื่นๆ (ถ้าจะไปกลับวันเดียวก้อ 140 กิโล) ดังนั้นจึงมีหลายคนที่เลือกจะนอนบนเกาะระหว่างทางเพื่อชื่นชมความสวยงามของทะเลแถบ Setouchi พร้อมกับๆ สัมผัสธรรมชาติสวนส้ม และวัฒนธรรมอันสวยงามระหว่างทาง หรือจะเลือกปั่นแค่บางส่วน และนั่งเรือบางส่วนก็ได้

สำหรับใครที่ยังไม่ get ว่า หน้าตาแถบนี้มันเป็นเยียงไร ลองดูความสวยงามของทะเล Setouchi ซะก่อนเป็นน้ำจิ้ม ก่อนจะตัดสินใจว่าจะไปปั่นหรือไม่

ขอบคุณคลิปสวยๆ จาก SETOUCHI REFLECTION TRIP 

 

เช่าจักรยานได้ที่ไหน?

สำหรับคนที่ไม่ได้แบกจักรยานไปอย่างเรา ที่นี่มีเจ้าใหญ่ๆ ให้เช่าจักรยานอยู่ 3 เจ้า โดยสรุปคือ

เป็น publicly-managed rental bike service ซึ่งจักรยานที่ให้เช่าก็มีหลายแบบ ทั้งแบบ city bike, cross bike, electric bike, หรือแม้แต่แบบ tandem bike (จักรยานแบบปั่นสองคน ซึ่งแบบนี้ ห้ามปั่นข้ามสะพาน แปลว่าต้องใช้ปั่นอยู่ใน Setoda’s island เท่านั้น) ในราคาย่อมเยาว์ ตั้งแต่ราคา ¥1,000 – ¥1,500 ต่อวัน (ไม่รวมค่า deposit อีก ¥1,000 ซึ่งถ้าปั่นที่นึงคืนที่นึง จะไม่คืนค่า deposit ให้) มี 13 bike stations ตลอดทางระหว่างเมือง Onomichi และเมือง Imabari สามารถเช่าที่นึง ไปคืนอีกที่นึงได้ในกรณีที่ไปกลับที่เดิมไม่ไหว จากนั้นคุณก้อสามารถนั่งรถบัสหรือเรือ ferry ต่อสวยๆ

Rental Bike Option

คุณสามารถจองจักรยาน online ได้จากเวบไซต์ก่อนได้

 

ถ้าใครต้องการจักรยานที่มีคุณภาพขึ้นมา ก้อมานี่เลยค่ะ ร้าน Giant ตั้งอยู่ในโรงแรมที่ชื่อว่า Onomichi U2 ซึ่งเป็นโรงแรมหน้าตาเหมือนโกดังสินค้าแบบนี้ ออกแบบมาเพื่อนักปั่นโดยเฉพาะ เพราะคุณสามารถนำจักรยานคู่ในของคุณ เข้าไปเก็บไปถึงห้องนอนเลยทีเดียว แน่นอนว่า ที่นี่ให้เช่าจักรยานยี่ห้อ Giant เท่านั้น สำหรับคนที่ต้องการจักรยานระดับพรีเมี่ยม ซึ่งราคาก้อพรีเมี่ยมตามยี่ห้อ ฮาาาา

 

 

ที่นี่ มีจักรยานให้เลือกหลายแบบตั้งแต่ Cross Bike ธรรมดาไปจนถึงแบบ Premium Carbon คันละหลายแสนก้อมีนาจา ราคาเช่าก็ตั้งแต่คันละ ¥4,000 – ¥13,000 ต่อวัน โดยที่จะมี  Bike Station แค่ 2 ที่คือฝั่งด้านเมือง Onomichi และฝั่งด้านเมือง Imabari  – แนะนำสำหรับคนที่ปั่นจริงจังขึ้นมาหน่อย ต้องการจักรยานคุณภาพดี

คุณสามารถจองจักรยาน online ได้แค่เฉพาะฝั่ง Imabari ส่วนฝั่ง  Onomichi คุณจะต้องโทรไปจองเท่านั้น

 

เป็นร้านจักรยาน Local ของฝั่งเมือง Onomichi ดังนั้นเวลาเช่าแล้ว คุณจะต้องกลับมาคืนฝั่ง Onomichi เท่านั้น มีจักรยานแบบ road bike ให้เช่าแบบเดียว ราคาเดียวคือ ¥3,500 ต่อวัน ระดับความโปรของจักรยานปานกลางถึงไฮโซ สภาพใหม่มากและมีการบำรุงรักษาอย่างดี ร้านนี้ตั้งอยู่ใน Onomichi walking street ออกจากมาจากสถานี JR Onomichi ก็ใช้เวลาเดินไประมาณ 5 นาทีก็ถึงที่ร้าน สะดวกมากค่ะ

คุณสามารถจองจักรยาน online ได้จากเวบไซต์ก่อนได้เช่นกัน

 

เนื่องจากช่วงที่เรามาเยือนญี่ปุ่นครั้งนี้ ตรงกับเทศาลโอ้บ้งพอดี คนเลยเยอะมว๊ากก (กอไก่ ล้านตัว) แม้แต่จักรยานยังจองกันเต็ม ตอนแรกว่าจะจอง Giant เพราะคุ้นเคย แต่เหลือแต่แบบ premium carbon ซึ่งเราว่าแพงไปสำหรับขาอ่อนอย่างเรา เราจึงเหลือ option ไม่มากนัก สุดท้ายก็ได้จักรยานจากร้าน Red Bicycle Onomichi นี่แหละ ซึ่งเป็นแบบ Road Bike ในราคาคันละ ¥3,500 ต่อวัน รวมหมวกและที่ล้อคจักรยานด้วย (คุณสามารถขอเบาะรองนั่งเพิ่มอีกชั้นได้ฟรีนะคะ เจ้าของร้านไม่คิดตังค์ และเราก้อแนะนำว่าควรขอ เพราะเวลาปั่นไปนานๆ คุณจะเริ่มเจ็บตูด ถ้าไม่รองให้ดี มีหวังได้ยืนปั่นตลอดทางแน่ค่ะ) จักรยานที่ได้ก็ใหม่กิ๊ก โอเคเลยค่ะที่นี่

ร้านเปิด 8 โมง ปิด 17:30 ดังนั้น สำหรับคนที่แพลนปั่นวันเดียว แนะนำให้แพลนดีๆ เพราะถ้าคุณตัดสินใจจะกลับเรือ ต้องมั่นใจว่า คุณกลับมาถึง Onomichi ก่อน 17:30 นะคะ

 

 

เจ้าของร้านพูดภาษาอังกฤษคล่อง เคยไปเมืองไทยด้วย เลยพูดไทยได้นิดหน่อย อัธยาศัยดี ที่ร้านนี้จ่ายค่าเช่าเสร็จก็เอาจักรยานออกมาปั่นได้เลย ไม่ต้องมีค่า Deposit แต่อย่างใด

เรามาปั่นจักรยานอย่างเดียวหรา?

ตอบเลยว่า “โน้ววว” ฮาาาา ดูจากสภาพและสังขารเราสองคนสิ อยู่ดีๆ จะอยากมาปั่นจักรยาน 70 กิโลข้ามเกาะเฉยๆ เนี่ยะนะ?!? เป็นไปไม่ได้ใช่มั้ยคะท่านผู้ชม เส้นทาง Shimanami Kaido นอกจากจะเป็นสวรรค์นักปั่นแล้ว ยังเป็นสวรรค์นักกินด้วยค่ะ แต่ละเกาะที่เราปั่นผ่าน มันมีร้านอาหาร ร้านขนม และสถานที่เที่ยวเกร๋ๆ เต็มไปหมดเลย ดังนั้นสไลต์การปั่นของเรา จึงไม่ได้แบบปั่นรวดเดียวจบ 70 กิโลนะคะ แต่จะเป็นการปั่นไป กินไป ถ่าย(รูป)ไป เป็นไงหล่ะ น่าสนช่ะ?

Ferry Route & Timetable

ปั่น 70 โลไปกลับไม่ไหว? คุณมีตัวช่วยค่ะเด้อ คุณสามารถเลือกปั่นบางส่วนของเส้นทางได้ พอหมดแรงก็นั่ง Ferry ต่อ โดยเส้นทางการเดินเรือระหว่างเกาะมีให้เลือกดังนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.cyclonoie.com/

แนะนำเส้นทางปั่นของเรา

 

แพลนเราคือ ปั่น 1 วันถ้วน (ฮาาาา) จุดเริ่มต้นของการปั่นของเราครั้งนี้คือเมือง Onomichi ​และเราจะปั่นแค่ครึ่งเดียวพอ รวมแล้วก็ 3 เกาะ 2 สะพานพอดี จากนั้นจะขึ้น Ferry ที่ท่า Setoda เพื่อกลับไปยังเมือง Onomichi ค่ะ ระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร (ระยะทางนี้คือรวมการออกนอกเส้นทางไปกินตามร้านต่างๆ แล้วนะคะ) โดยเราเริ่มปั่นกันตั้งแต่ 8:30 น. อันนี้คือนับจากเวลาที่เช่นจักรยานเสร็จ ล้อเริ่มหมุนค่ะ

จริงๆ ตอนแรกแพลนไว้ว่าจะไปไกลกว่านี้ คือไปถึงเกาะที่ 4 โดยข้ามสะพานที่ 3 Omishima bridge ซึ่งจะมีเส้นแบ่งระหว่างสองจังหวัดเป็น Landmark แล้วย้อนกลับมาลงเรือ แต่เราปั่นช้า มัวแต่หยุดพัก จูงบ้าง กินตลอดทาง 555 และก้อยังมีข้อจำกัดอยู่ที่จักรยานที่เช่ามา คือจะต้องคืนภายใน 17:30 และเรือที่จะกลับ Onomichi รอบสุดท้ายที่กลับมาทัน จะต้องออก 15:10 น. จากท่า Setoda นั่นเอง ทำให้เราไปตามแพลนที่เราวางไว้ตอนแรกไม่ได้

พร้อมแล้ว ก็ไปกันเล้ยยยย!!!

 

 

ต่อไปนี้จะเป็นการแนะนำเส้นทางที่เราปั่น และร้านที่เราแวะกินอย่างละเอียดนะคะ

READY…SET…GO!

แม้ว่ามันจะขนานนามว่าเป็นเส้นทางที่ผ่าน 6 เกาะ 7 สะพาน แต่สะพานแรกหรือสะพาน Shin-Onomichi ซึ่งเป็นสะพานที่เชื่อมระหว่างเมือง Onomichi และเกาะ Mukaishima ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นเส้นทางสำหรับคนเดินเท้าหรือปั่นจักรยาน ทางจะค่อนข้างแคบ ดังนั้นจากเมือง Onomichi ซึ่งเป็นจุดที่เราเช่าจักรยาน จะข้ามไปเกาะ Mukaishima จึงต้องลงเรือ Ferry ก่อน ราคาก้อประมาณ ¥70-110 ทั้งคนทั้งจักรยาน  ส่วนท่าเรือ Ferry มี 2 จุดค่ะ หาง่ายมาก และอยู่ไม่ไกลกัน 

 

 

ทั้งจุด 1 หรือจุด 2 ลงได้หมด ก็แล้วแต่ว่าคุณสะดวกลงที่ไหน เราลงที่จุด 1 ค่ะ เพราะแม้ว่าเราจะเช่าจักรยานจาก Red Bicycle Onomichi แต่เราได้แวะไปถ่ายรูปที่ร้าน Giant ก่อน จึงลง Ferry ที่จุด 1

 

 

จะเห็นว่าสังเกตง่ายมาก คนที่ขึ้นพร้อมเราส่วนใหญ่ก้อเป็นนักปั่นทั้งสิ้นค่ะ ตื่นเต้นๆ

 

 

พี่คนนี้พร้อมมาก ระหว่างอยู่บนเรือ พี่แกนี่วอร์มเอาวอร์มเอา ท่าทางฟิตสุดๆ นั่งเรือมาประมาณ 10 นาที เราก้อถึงเกาะแรก Mukaishima

Mukaishima Island

พอขึ้นเกาะมา เราก็เริ่มปั่นโดยทันที คุณจะสังเกตได้ว่า นอกจากจะมีป้ายบอกตลอดทางแล้ว บนพื้นถนนยังมีเส้นสีฟ้าบอกทางเราอยู่ตลอดเวลา แบบนี้ ปั่นยังไงก็ไม่หลงค่ะ

 

 

เส้นทาง Shimanami Kaido นี้ บางส่วน Bike Lane จะคู่ขนานไปกับทางรถยนต์ บางส่วน Bike Lane จะแยกออกมาเป็นคนละทางกับรถยนต์ แต่ยังคงใช้ร่วมกับรถจักรยานยนต์อยู่นะคะ

 

 

จุดมุ่งหมายแรกของเราคือ Goto Soda Factory (後藤飲料水工業所) เป็นร้านขายโซดาป๊อบเก่าแก่ของเมือง โดยโซดาทุกขวดจะเป็น Hand-made นะจ๊ะ หน้าร้านก้อจะดูบ้านๆ แบบนี้หล่ะค่ะ

 

 

ร้านนี้ก่อตั้งแต่แต่ปี 1930 ขายเครื่องดื่มทั้งหมด 6 แบบในขวดรูปทรงวินเทจๆ มีทั้งรสมะนาวป๊อบ, cider หรือ milkshake ซึ่งหลังจากดื่มเสร็จแล้วจะต้องคืนขวดที่ร้านนะคะ เอากลับบ้านไม่ได้ค่ะ ด้วยเหตุนี้ เค้าจึงมีชื่อเสียงว่า คุณจะไม่ได้ดื่ม cider อร่อยๆ จนกว่าคุณจะมาดื่มถึงที่ร้าน เจ้าของร้านเป็นคุณยายแก่ๆ น่ารักมาก คุณชายไปจ้อภาษาญี่ปุ่นกะยายใหญ่ พูดวนไปวนมาคำเดิม นั่นอะไร นี่อะไร อร่อยมั้ย สวัสดี ขอบคุณ ร้านนี้เป็นที่นิยมของทั้งคนท้องถิ่นและนักปั่น โดยเฉพาะหน้าร้อน โอ้ว เราปั่นมานิดหน่อย เหงื่อตก หิวน้ำ พอดีเลย แวะดื่มส้มป๊อบ มะนาวป๊อบ หน่อยดีกว่า

 

 

 

 

เพิ่มพลังด้วยส้มป้อบไปแล้ว ปั่นต่อเลยค่ะ จุดหมายต่อไปของเรา อยู่ที่โกดังคัดส้ม Marutomi Seika (丸富青果選果場) ซึ่งที่นี่ ถ้าเป็นหน้าส้ม เค้าจะเอาส้มมาแพ็คถุงขาย วางอยู่ริมถนน แล้วก้อแปะป้ายราคาไว้ โดยที่ไม่มีคนขาย ใครที่สนใจซื้อ ก้อแค่วางเงินไว้ แล้วหยิบส้มไปได้เลย ที่นี่ คุณจะได้ส้มราคาถูกแถมสดอีกด้วย ระหว่างทางปั่นพอเห็นป้ายนี้ก้อเตรียมหยุดเลยจ่ะ 

 

 

แต่เป็นที่น่าเสียดายสำหรับเราสองคนมา เพราะช่วงที่เรามา มันปิด! โอ้ว โน้วววว  เสียใจมากๆ  หลังจากยืนอึ้ง นั่งร้องไห้เสียใจกับการไม่ได้กินส้มอย่างตั้งใจ เราก็ปั่นกันต่อเลยจ้า เห็นสะพานแดงๆ นั่นคือสะพาน Mukaishimao อยู่ไกลๆ วิวสวยมากเว่อ

 

 

สักพัก ก่อนจะข้ามเกาะที่ 1 คุณจะถึงจุดพักนักปั่น 向島休憩所 มีศาลาเล็กๆ ให้คุณนั่งพักหายในหายคอ จิบน้ำชา (ที่ซื้อจาก vending machine ข้างๆ)

 

 

พร้อมกับวิวสะพาน Innoshima แบบนี้! สวยและชิวมากเลย

 

 

และแล้วเราก็มาถึงจุดวิบากกรรม นั่นคือการปั่นบนเส้นทางไต่ระดับเพื่อขึ้นสะพานค่ะ ก็ตามสังขาร ปั่นบ้าง จูงบ้าง นั่งพักบ้าง หอบบ้าง เหอะๆ โดยที่เส้นทางปั่นในส่วนก่อนขึ้นสะพานจะแยกออกจากทางรถยนต์วิ่งออกไป เป็นทางคดเคี้ยววนไปจนถึงบนสะพาน Innoshima ที่เราเห็นจากจุดชมวิวเมื่อกี้

 

 

ปั่นขึ้นมาจนถึงด้านบน ถนนก็จะแบ่งเป็น 2 เลนแบบนี้นะคะ โดยที่เลนซ้ายจะเป็นจักรยานและจักยานยนต์ ด้านขวาสีเขียวเป็นถนนคนเดินค่ะ

 

 

เส้นทางช่วงนี้ ปั่นสบายมาก เพราะอยู่ใต้ร่มตลอดเวลา แถมลมเย็นเว่อ ด้านซ้ายขวาก็เป็นทะเล Seitouchi ค่ะ บรรยากาศดีมาก

Innoshima

พอข้ามเกาะด้วยสะพาน Innoshima bridge มา ก็มาถึงเกาะ Innoshima ขาลงสะพานก็แทบไม่ต้องบรรยาย ปล่อยลงไม่ต้องถีบให้เมื่อยไปได้ยาวๆ ไหลลงมาเรื่อยๆ คุณก็จะเจอกับชายหาดริมทะเล เนื่องจากเราไปหน้าร้อน เราจึงเจอคนญี่ปุ่นจำนวนมากออกมาเล่นน้ำ ทำกิจกรรมทางน้ำ ถึงกับมีการแข่งขันพายเรือยาวเป็นทีมกันเลยทีเดียว น่าสนใจมาก แต่เพื่อนๆ อย่าปั่นเพลินนะคะ เพราะเส้นทางที่กำลังลงเขานี่ จะมีแยกขวาเพื่อเลี้ยวไปยังร้านไดฟุกุชื่อดังกันค่ะ ร้านนี้มีชื่อว่า Hassakuya เป็นร้านขายไดฟุกุ โดยที่เค้าจะดังอันที่เป็นไส้ส้มนั่นเอง

 

 

คุณอาจจะเคยได้ยินว่า ผลไม้ที่มีรส citrus ในแถบทะเลเซโตะนั้น จะขึ้นชื่อเรื่องรสชาติที่อร่อย รสจัดกว่าที่อื่น อันเนื่องจากสภาพอากาศที่ค่อนข้างร้อนและอยู่ติดทะเล นอกจากนั้นเกาะ innoshima แห่งนี้ก็เป็นแหล่งกำเนิดของส้มสายพันธุ์ Hassaku โดยที่ส้ม Hassaku ที่มาจากเกาะแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่า มีความฉ่ำและรสชาติอร่อยกว่าที่อื่น เมื่อเรามาถึงถิ่นแล้วเราจะพลาดของกินน่าอร่อยแบบนี้ได้ยังไง เราจึงพาทุกคนมาร้าน Hassakuya ซึ่งเป็นร้านไดฟุกุ Hand-made โดยเฉลี่ยแล้วเค้าจะปั้นขายประมาณ 2000 อันต่อวันกันเลยทีเดียว

เคล็ดลับความอร่อยของไดฟุกุของที่นี่ เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกส้มที่เอามาทำเป็นไส้ โดยจะเลือกส้ม Hassaku ที่ปลูกจากในเกาะ Innoshima เท่านั้น เนื่องจากส้ม Hassaku ความช่วงเวลาความอร่อยมีแค่ 3 วัน หลังจากนั้นจะขมและแข็งในที่สุด ดังนั้นเพื่อเพิ่มรสชาติฟรุตตี้ของส้ม ทางร้านจึงทำการห่อเนื้อส้มด้วย white bean paste ผสมกับ glutinous rice cake เนื้อบางรสชาติส้มแมนดารินอีกที ซึ่งตัวแป้งก้อทำในเกาะ Innoshima เช่นกัน คือทุกอย่างทำจากวัตถุดิบ local ด้วยมือล้วนๆ โอ้ววว โฆษณาซะขนาดนี้ เราจึงจัดไดฟุกุส้มมาชิมกันทั้ง 2 แบบค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าแบบแรกก้อต้องเป็น Hassaku Daifuku กัดออกมานี่เนื้อส้มเต็มปาก อร่อยมว๊ากกก ชิ้นละ 160円

 

แบบที่สองเราจัดไดฟุกุส้มอีกเช่นกัน แต่เป็นส้มมารุโกโตะ ราคาชิ้นละ 250円 ซึ่งแบบที่สอง เรารู้สึกว่าเนื้อส้มมีความฉ่ำมากกว่า กัดมาทีน้ำแตก นึกว่ากินเสี่ยวหลงเปาอยู่ซะงั้น สรุปแล้ว อร่อยทั้งสองแบบคร่าาาา

 

 

สุดท้าย เราก็จัดน้ำส้มมาอีกคนละขวด พร้อมกับรับวิวสะพาน Innoshima Ohashi แบบเต็มๆ บรยากาศดีเว่อๆ ทำเอาเราเสียเวลาที่นี่ไปซะนาน นั่งตากแอร์ไป กินไดฟุกุไป ชมวิวสะพานและทะเลเซโตะไป สวรรค์ชัดๆ

 

 

หลังจากเราเติมพลังด้วยไดฟุกุจนเต็มท้อง เราก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง คราวนี้เราจะปั่นรวดเดียวข้ามไปอีกเกาะกันเลยค่ะ โดยเราจะข้ามไปยังเกาะ Ikuchijima ผ่านสะพาน Ikuchi กันค่ะ แน่นอนว่า เส้นทาง 2-3 กิโลก่อนขึ้นสะพาน เราสองคนก็หอบรับประทานกันเหมือนเดิม ทางมันจะชันไปไหนคะ ทำไมคนอื่นๆ เค้าปั่นรวดเดียวถึง เรานี่ปั่นไปได้นิดเดียว กดจนสุดเกียร์ไปต่อไม่ได้ ก็เดินจูงสิคะงานนี้ โอ้ว ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย

 

 

แต่พอขึ้นถึงยอดดอย เจอวิวแล้วหายเหนื่อยเลยค่ะ

 

 

 ปั่นสลับหยุดจูงขึ้นเขาไปตลอด 2 กิโล ในที่สุด เราก็ถึงบนสะพาน Ikuchi จนได้ เย้!!!!

จุดมุ่งหมายต่อไปอยู่ที่ร้านไอติม!!!

Ikuchijima

เกาะนี้ ได้รับขนานนามว่า Lemon island เพราะมันเป็นเกาะที่ปลูก lemon ที่เยอะมาก จนกระทั่งแม้ในฤดูหนาวบนเขา ยังเห็นภูเขาเป็นสีเหลืองเลย บนเกาะนี้ คุณสามารถหาร้านที่ขาย lemon และผลิตภัณฑ์ทีทำจาก lemon อย่างเช่น lemon cake ได้ตลอดเส้นทางปั่น 

พอเราปั่นลงสะพานมา คุณจะเจอทางแยกซึ่งจะมีให้เลือกซ้ายหรือขวา โดยการที่คุณจะข้ามเกาะไปยังเกาะ Omishima ซึ่งเป็นเกาะที่อยู่จังหวัด Ehime จะต้องข้ามสะพาน Tatara โดยที่คุณเลือกได้ทั้งซ้ายและขวา แต่เส้นทางที่เป็นเส้น recommend สำหรับนักปั่นจะเป็นทางซ้ายค่ะ

 

ทางปั่นจักรยานบนเกาะนี้ จะเป็นทางราบ เรียบทะเลไปเรื่อยๆ ทางด้านขวามือ ปั่นไปซักพัก เราก็มาหยุดกันที่ร้านไอติม ซึ่งก็เป็นอีกร้านที่มีชื่อเสียงมาก ใครๆ ก็ก้อต้องแวะ ร้านนี้มีชื่อว่า Dolce Ice cream (ドルチェ瀬戸田本店)

 

 

ร้านนี้ไม่ได้ป๊อปแค่นักปั่นนะคะ คือใครๆ ก้อต้องแวะร้านนี้ค่ะ บางทีทัวร์มาลงก็มีค่ะ ภายในร้านค่อนข้างแคบ วันที่เราไปเป็นวันหยุดพอดี คนเยอะ แน่นเต็มร้านไปหมดแทบไม่มีที่นั่ง จุดเด่นของที่นี่ แน่นอนว่าคงไม่พ้นไอติมรสเลม่อนแน่นอน แต่จากคำล่ำลือ เราควรจะต้องกินแบบ 2 รสผสมกัน และรสที่ตัดกันกับรสเลม่อนอย่างลงตัวก็ต้องเป็นรสเกลือค่ะ

 

 

มาแล้ว ไอติมรสเลม่อนกะเกลือของเรา มาในรูปแบบโคน อร่อยชื่นใจ ถูกใจวัยโจ๋มาก วิวหน้าร้านหรอ? ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ประมาณนี้  เสียดายแดดร้อนไปหน่อย ไม่งั้นจะไปนั่งรับแดดบนเก้าอี้ กินลมชมทะเลซะหน่อย

 

 

หลังจากอิ่มไอติม อิ่มแอร์ และอิ่มวิว เราก็ไม่ลืมที่จะหาที่มาอิ่มบุญกันบ้าง จุดหมายต่อไปของเรายังคงอยู่บนเกาะ Ikuchi แห่งนี้ซึ่งเป็นที่สุดท้ายก่อนจบทริปปั่นจักรยาน one day ของเรา นั่นคือวัด Kosanji

 

 

ถัดจากร้านไอติมไม่ไกลมาก ปั่นอีกแป๊บเดียวก็จะถึงวัด Kosanji ซึ่งเป็นวัดที่ตั้งเมื่อปี 1936 โดยนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จคนนึงชื่อนาย Kozo Kosanji สร้างโดยอุทิศให้กับแม่ของเค้า ภายในวัดมีสิ่งปลูกสร้างที่สร้างเลียนแบบวัดดังอื่นๆ ในญี่ปุ่น เข้าไปแล้ว คุณจะมีความรู้สึกเหมือนเดจาวู คือ อ๊ะ นี่กรูเคยเห็นที่นี่มาก่อนรึเปล่านะ อย่างเช่น ทางเข้าวัดอันนี้ ก็เลียนแบบมาจาก Yomeimon Gate ของ Toshogu Shrine ที่ Nikko เป็นต้น นอกจากนั้น ด้านล่างยังมีถ้ำที่เก็บพระพุทธรูปแกะสลักจากหิน สามารถเข้าไปเยี่ยมชมได้

 

 

แต่จุดที่ทำให้วัดนี้เป็นที่สนใจและจดจำของคนส่วนใหญ่ เห็นจะเป็นสถาปัตยกรรมศิลปะบนยอดเขาที่มีชื่อว่า Miraishin-no-Oka (Heights of Eternal Hope for the Future) เป็นลานหินอ่อนสีขาวโพลนบนยอดเขา นำเข้ามาจากอิตาลี

 

 

ด้านบนสุด มี tower แนว abstract แบบเข้าใจยากที่มีชื่อว่า tower แห่งแสงสว่างอยู่ (เดาว่าชื่อนี้ได้มาจาก การขึ้นไปดูตอนพระอาทิตย์ตก แล้วแบบรอพระอาทิตย์ส่องผ่านรูมางิ กลายเป็นหอคอยแห่งแสงสว่าง – จิตนาการกว้างไกลมานะเรา)ตอนที่เราไป อากาศร้อนโคตรๆ ยิ่งยืนอยู่ท่างกลางหินอ่อนตากแดดแล้วนี่แทบหลอมละลาย โชคดีที่ยอดดอยมีร้านอาหารอิตาลีชื่อ Cafe Cuore ให้หลบแดดตากแอร์อยู่ ค่อยยังชั่วหน่อย

 

 

วิวจากด้านบนหินอ่อนนี่ สวยมากๆ คุณสามารถเห็นวิวรอบๆ เกาะ Ikuchi แบบ 360 องศาได้เลยทีเดียว สัญญาว่าคราวหน้าจะมาตอนที่อากาศมันเย็นกว่านี้นะ คราวนี้มาเอาตอนบ่ายสอง เกือบเป็นลม

 

 

และแล้วก็ใกล้ถึงเวลาเรือออก เรารีบบึ่งสองล้อคู่ใจของเราไปยังท่าเรือ Setoda แล้วดันเกิดเรื่องผิดคาดขึ้น คือเราสองคนปักจุดไว้ใน google ผิดทั้งสองคน กลายเป็นว่าไปผิดท่าเรือซะงั้น คือไปปักที่ท่า Sawa แล้วอีกประมาณ 10 นาที เรือก็จะถึงกำหนดการออก ถ้าพลาดเรือลำนี้ เราจะกลับไปคืนจักรยานไม่ทัน แต่ถ้าเราขึ้้นเรือจากท่า Sawa ที่เราไปผิด เราจะไปขึ้นอีกเมืองนึงเลยคือเมือง Mihara ที่ไม่ใช่เมือง Onomichi จุดนั้นนี่พีคมาก ถามคุณลุงคนนึงที่รอเรืออยู่ ลุงบอกว่าท่าเรื่อ Setoda อยู่อีกฝั่งนึง แต่ลุงหาใน google map ไม่เจอ จึงปักให้เราบนมือถือไม่ถูก จะบอกก็บอกไม่ถูก (skill ภาษาญี่ปุ่นเราก้อต่ำเตี้ยเรี่ยดิน) เวลาเรือก็ใกล้ออกแล้ว ตอนนั้นคือรนมาก ลุงเห็นดังนั้น ลุงเลยบอกว่าลุงจะขี่มอไซด์ไปส่ง ให้เราปั่นตามมา

 

 

ระยะทางระหว่างท่าเรือ Sawa กะ Setoda คือประมาณ 1.8 กิโล เราบอกได้เลยว่าเป็น 1.8 กิโลที่นรกที่สุดเท่าที่เราเคยปั่นมาเลย เพราะคือต้องปั่นตามด้วยความเร็วมอไซด์ จุดๆ นั้นคือทั้งร้อน ทั้งเหนื่อย ทั้งล้า ทั้งลุ้นว่าจะตกเรือรึเปล่าด้วย คือจะเป็นลมให้ได้ แต่แล้ว เราก็มาถึงท่า Setoda แบบวินาทีสุดท้าย หอบแฮ่ก เป็นสองคนสุดท้านก่อนเรือจะออก มีโอกาสหันกลับไปขอบคุณคุณลุงใจดีที่อุส่าห์ขับมาส่งแค่ครั้งเดียว ยังไม่ทันได้ถามชื่อหรือถ่ายรูปกะลุงแม้แต่รูปเดียว รู้สึกประทับใจมากจนอยากจะกลับไปเกาะ Ikuchi อีกครั้งเพื่อขอบคุณ

ระยะเวลานั่งเรือขากลับจากท่า Setoda ไปยัง Onomichi ใช้เวลาประมาณ 40 นาที ประมาณ 4 โมงเย็น เราก็กลับมาที่ร้านเช่าจักรยาน RED BICYCLE อีกครั้ง พร้อมกับกล่าวคำอำลาคุณเจ้าของเราเช่าจักรยาน …

 

 

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากมาปั่นที่ Shimanami Kaido

  • ฟิตร่างกายให้พร้อม เพราะดีที่สุดคือไปให้มันครบทุกเกาะ จริงๆ เราปักดาวที่เที่ยวที่กินไว้ทั้ง 6 เกาะเลยนะคะ แต่ไปไม่ไหวจริงๆ ค่ะ ร่างกายไม่ฟิต คิดแล้วเสียดาย
  • เลือกช่วงเวลาไปปั่นดีๆ อย่าไปหน้าร้อนเลย ขอร้อง จะให้ดีมาหน้า spring หรือ autumn จะดีกว่า ปั่นไปจะได้ไม่ร้อนเป็นลมแดดเหมือนเรา
  • ทากันแดดมาดีๆ ใส่ขายาวแขนยาวปิดหน้ามาเลยถ้าไม่อยากดำ แดดที่นี่แรงจริงๆ
  • ไม่ว่าจะเป็นการปั่นขำๆ หรือปั่นจริงจัง เราแนะนำว่าความจะซื้อกางเกงที่มีฟองน้ำ support ก้นมาใส่ ซึ่งกางเกงปั่นจักรยานก้อมีเกือบทุกตัวอยู่แล้ว และขอฟองน้ำครอบอานเพิ่มไปอีกชั้นถ้าเป็นไปได้ แล้วจะทำให้ชีวิตการปั่นจักรยานของคุณราบลื่น ไม่เจ็บ_ากเวลาปั่นไปนานๆ
  • เป็นไปได้อย่าแบกอะไรทั้งสิ้น เพราะตอนปั่นขึ้นเขา ทางโคตรชัน จุดนั้นนี่อยากจะเขวี้ยงทุกอย่างทิ้ง ตัวเปล่าเล่าเปลือยยังจะไม่ไหว
  • สำหรับคนคิดจะปั่นขำๆ เลือกนอนที่ไหนก้อได้ แล้วค่อยนั่งรถไฟมาเมือง Onomichi หรือเมือง Imabari แต่ถ้าคนคิดจะปั่นจริงจัง อยากให้ครบทั้งเส้น มีเวลากิน เที่ยว ชมเมือง แนะนำว่านอนที่ Onomichi, Imabari หรือเลือกนอนเกาะใดเกาะนึงตรงกลาง จะได้มีเวลาชิว ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาปั่น แล้วใช้วิธีแบ่งปั่นเอาตามจำนวนวันที่มี

 

นี่คือ stat ที่เราได้จากการปั่นครั้งนี้นะคะ อย่าหัวเราะค่ะ คือเรื่องจริง 5555 บอกเลยว่านั่งพักมากกว่าปั่นเยอะ!

Shimanami Kaido… แล้วเราจะกลับมาใหม่ สัญญาว่าคราวหน้าจะกลับมาหน้าที่มันเย็นกว่านี้ จะฟิตรร่างกายมาและจะเอาให้ครบทั้ง 6 เกาะ 7 สะพานแน่นอน (อาจใช้เวลาสองวัน นอนเกาะตรงกลาง กรูแพลนไว้ละ 555)

“The journey not the arrival matters”

…สำหรับการเดินทางแล้ว การถึงจุดหมายไม่ได้สำคัญเสมอไป…

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *