D ay 4 ของการเดินทาง เราออกจากเมือง Marrakech มุ่งหน้าสู่เทือกเขา Atlas ที่ที่เปรียบเสมือนบ้านของชาวแอฟริกาเหนือ ที่ที่น้ำและไฟยังเพิ่งเป็นที่รู้จักไม่เกิน 1 ทศวรรษ ที่ที่ถือว่าหรูหราที่สุดในบรรดาเทือกเขาอื่นๆในทวีปแอฟริกา และยังเป็นที่อยู่อาศัยของชนเผ่า Berber – ชนเผ่าเก่าแก่ของทวีปแอฟริกาเหนือตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน…

 

“ตลอดเส้นทาง ถนนคดเคี้ยวไปมา ใครเมารถนี่กรุณาเตรียมยาแก้เมาไปด่วนเลย”

จากเมือง Marrakech ไปจนถึงปลายทางวันนี้คือเมือง Ouarzazate (อ่านว่าวอซาเซท”) นับดูแล้วเป็นระยะทางร่วม 200 km สภาพถนนเมื่อออกจากเมือง Marrakech นี่ก็กลายเป็นสองเลนสวนกันทันที แถมยังมีด่านตำรวจตลอดทาง เพื่อนๆ ก็ขับรถระวังๆ กันหน่อย ที่เตือน ไม่ใช่เพราะคนโมร็อคโคขับรถไม่ดี แต่เพราะตำรวจเคี่ยวจัด แค่แซงเส้นทึบนี่ โดนคุณตำรวจเรียกทันที

“On the road to Ouarzazate”

Officer: Hello Sir
คุณชาย: Hello, officer! any problem?
Officer: China? (Chinese มั้ยคะคูณ)
คุณชาย: Yes (แม่ง มีประเทศเดียวมารึไง)
Officer: Your driver license and registration card please

…..

Officer: You just crossed the solid white line, you know, must not pass! must not pass!
คุณชาย: Oh in China, this means you gotta pass! (ไถไปแบบนี้เลยเร๊อะ!)
Officer: No, this is international standard! (ตำรวจงงเลยดิ)
Officer: Can you step outside of the car please?

…. ว่าแล้ว อีคุณชายก็ตามคุณตำรวจออกไปแม่บ้านเห็นท่าไม่ดี เลยเดินตามออกไปด้วย กะใช้ความสวยเข้าแลก

คุณชาย: We don’t have this rule in Thailand (หราาาาาา)
Officer: But this is Morocco. You have to follow the rules.
คุณชาย: I know. I’m sorry. We won’t do it again.
แม่บ้าน: This is our first time officer, pleaseeee. (พร้อมทำตาปริบๆ) I promise to keep him in line.
Officer: Is this your wife?
คุณชาย: Yeah, She is my Habibi (แปลว่าที่รักในภาษาอารบิก)
Officer: Ohhhh you know Arabic?
คุณชาย: Oh Yeah … Habibi Yalla Yalla (แปลว่าที่รัก เร็วๆในภาษาอารบิก)
Officer: Oh Yeah you are good! (พร้อมกับหัวเราะร่า ดูท่าจะถูกในนาง)

…… หลังจากนั้นคุณชายก็งัดเอาภาษาอารบิกที่รู้แบบงูปลาๆ พ่นออกมา คุณตำรวจเห็นดังนั้นหัวเราะร่า สุดท้าย ….

Officer: Ok You should thank to your wife. Go go 🙂

 

Ontheroadstory Tips
การพูดภาษาท้องถิ่นได้ (แม้ว่าจะไม่ได้เยอะ) ก็มีแต่จะได้ประโชยน์ บางครั้งเราก็ร้องเพลงใส่ เน้นสายฮา รอดตัวมานับครั้งไม่ถ้วนแล้วจ้า

“ระหว่าง คุณจะเห็นโอเอซิสอยู่เป็นพักๆ ดูแล้วก็แปลกตาดี ชอบๆ”

ระหว่างทาง นอกจากถนนที่เป็นสองเลนสวนกันแล้ว บางช่วงซึ่งค่อนข้างยาวหลายสิบกิโล ยังมีการก่อสร้างทางซึ่งเป็นการขยายเลน ทำให้ทำความเร็วไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะช่วงที่ขึ้นและลงเทือกเขา จะเป็นทางโค้งไปโค้งมา ทำให้ขับลำบากพอสมควร ตลอดเส้นทางบนเทือกเขา Atlas จะมีจุดชมวิวตลอดทาง และแน่นอนว่า ต้องมีคนเอาของมาวางขายตามปกติ ขุ่นแม่ของเราก็ไม่พลาดที่จะได้ผ้าพันคอของชนเผ่า Berber มาเป็นพร็อบถ่ายรูปอีกตามเคย

“ผ้าพันคอหลากสี สินค้า Handmade ของชาว Berber หาได้ตามระหว่างทาง”

พอผ่านเทือกเขา Atlas มาปุ๊บ ถนนก็เริ่มเป็นทางราบ เราหวังจะเร่งเครื่องทำเวลา กลัวมีเวลาเที่ยวน้อย แต่ก็ดันนนน โดนตำรวจเรียกอีก…  ครั้งนี้ เห็นจะรอดยาก คุณตำรวจบอกเราขับเร็วเกินอัตราที่กำหนด คือขับ 85 ในเขต 60 … ป๊าดดด อะไรมันจะ strict ขนาดน้าน นางกาง chart ให้ดูว่า เกินมา 1-10 km/hr ปรับ 150 DH เกินมา 10-20 km/hr ปรับ 300 DH เราพยายามใช้ทุกมุขที่เรียนรู้มาจากการโดนจับมาหลายประเทศ ทั้งขอหน้าด้านๆ ต่อรองลดราคา เล่นตลก ทำตัวตีซี้ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ช่วยให้เจ้าหน้าที่ผ่อนผันครั้งนี้ได้เลย นางบอกว่ามันมี Record ในปืนจับความเร็วของนางแล้ว ยังไงก็ไม่ได้ … สุดท้าย โดนไป 300 DH ถ้วน บอกได้คำเดียว “เซง”… 

ใบสั่งที่ระลึกจากโมร็อคโค

หลังจากจ่าย 300 DH ไปก็สบายตัว มุ่งหน้า (ด้วยความเร็วตามป้ายกำกับความเร็วเป๊ะๆ ตลอดทาง) สู่จุดแวะเที่ยวสำคัญอีกที่หนึ่ง นั่นคือเมือง Ait-Ben-Haddou ซึ่งเป็นเมืองที่ได้รับยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งด้วย

KSAR OF AIT-BEN-HADDOU – UNESCO WORLD HERITAGE CENTRE

Ksar of Ait-Ben-Haddou
“Ksar of Ait-Ben-Haddou”

Rating: 

คำว่า คซาร์ (Ksar) คือกลุ่มอาคารสร้างด้วยดินที่มีกำแพงล้อมรอบ เป็นลักษณะที่อยู่อาศัยแบบดั้งเดิม บ้านเหล่านี้รวมตัวกันอยู่ในกำแพงที่เหมือนป้อมปราการ และมีหอคอยที่มุมช่วยเสริมความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งคซาร์ที่เราไปวันนี้เป็นคซาร์แห่งเมืองเอทเบนฮัดดู (Ksar -Ait Ben Haddou) เป็นที่อยู่อาศัยตามวัฒนธรรมซาฮารันยุคแรก ปัจจุบันเป็น Location ที่ใช้ในการถ่ายทำภาพยนตร์หลายเรื่องที่โด่งดัง เช่น Lawrence of Arabia, Price of Persia, Gladiator, The Game of Thrones และอื่นๆ อีกมากมาย และยังเป็นเมืองที่ได้รับยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นเมืองมรดกโลกอีกแห่งด้วย

“Me on top of Ait Ben Haddou”

Ait Ben Haddou เป็นเมืองที่ตั้งอยู่บนเขา คุณไม่สามารถขับรถเข้าไปได้ จะต้องจอดรถอีกฝั่งของลำธารเล็กๆ และเดินข้ามไป สำหรับเรา เราเอารถไปจอดที่ร้านอาหารจีนแห่งนึง (จริงๆ มีอยู่ร้านเดียว) ชื่อ 中国红餐厅 – Chinese Restaurant หาง่ายมาก ขับไปเจอป้ายสีแดงใหญ่เบ้อเริ่อกระแทกตา ไม่มีพลาดแน่ ซึ่งเราก็จัดการทานอาหารกลางวันที่นั่น เถ้าแก่เนี๊ยะบอกว่าให้จอดรถที่หน้าร้านเค้าได้เลย เพราะจากซอยข้างๆ ร้าน สามารถเดินเชื่อมไปถึงสะพานหรือทางลงไปที่ลำธารเพื่อข้ามไป Ksar ได้เลย

 

“สะพานข้ามลำธารไปยัง Ait Ben Haddou”

การจะข้ามไป Ksar คุณมี 2 options คือ ข้ามสะพานหรือจะข้ามกระสอบทรายที่วางบนลำธาร เราก็ข้ามมันทั้ง 2 แบบเลย คือขาไปข้ามสะพาน ขากลับข้ามกระสอบ จุดถ่ายรูป สวยๆ มีหลายจุด ซึ่งเราก็ตามรอยของนายคนนี้นั่นเอง (https://www.locationscout.net/locations/7441-ait-ben-haddou/spots) เค้าปัก coordinates ไว้ด้วย ดีจุง 

“บรรยากาศภายในเมดิน่าของ Ait Ben Haddou”

พอข้ามลำธารไป ก็จะเป็นส่วนของตัวเมือง Ait Ben Haddou ลักษณะก็เหมือนเมดิน่าเล็กๆ อันนึง มีร้านขายของที่ระลึกอยู่ตลอดทาง ปะปนอยู่กับบ้านเรือนที่ยังมีชาวท้องถิ่นอยู่กันจริงๆ เราเดินลัดเลาะไปตามทางที่นักท่องเที่ยวคนอื่นๆ เดินสวนมา จุดเด่นของที่นี่ที่ไม่เหมือน medina อื่นๆ คือมันเป็นชุมชนที่ตั้งบนเขา จะมีทางเดินลัดเลาะขึ้นเขา ผ่านบ้านคนไปเรื่อยๆ จนสุดท้าย พาคุณไปอยู่ที่ยอดเขาได้ ซึ่งที่นี่เป็นที่ที่เราสามารถเห็นวิวของเมืองได้ 360 องศา มองไปไกลๆ นี่จะเห็นว่ามีโอเอซิสอยู่เป็นหย่อมๆ และที่ไหนมีโอเอซิส ก็จะมีเมืองเกิดขึ้นมาข้างๆ โดยปริยาย

 

“360 Degrees over Ait Ben Haddou”

เราเที่ยวอยู่ที่ Ait Ben Haddou อยู่ 2-3 ชั่วโมงได้ จึงออกเดินทางต่อไปยังเมือง Ouarzazate ระหว่างทางจริงๆ แล้วมีพวกโรงถ่ายหนังที่ทำขึ้นมาปลอมอยู่ 2-3 แห่ง แต่เราแอบเข้าไปดูรีวิวแล้ว มีแต่คนบอกว่ามัน Fake มาก แถมจะ Fake ทั้งทียังไม่มีการดูแลรักษาอีกต่างหาก เห็นดังนั้นเราจึงทำการ Skip ไปตามระเบียบ ขับต่อไปจนถึงโรงแรมก็ค่ำพอดี วันนี้เรานอนกันที่ Ibis Ouarzazate โรงแรมที่สร้างมาหน้าตาเหมือนเมือง Ait Ben Haddou ยังไงอย่างงั้นเลย

เช้าวันต่อมา เรายังคงอยู่บนเส้นทางสู่ความเวิ้งว้างอันกว้างใหญ่ไพศาล ที่ที่ทุกคนเรียกมันว่าทะเลทรายซาฮาร่า เราออกจากเมือง Ouarzazate ไปยังเมือง Merzouga รวมทั้งหมดเป็นระยะทางเกือบ 370 กิโล ระหว่างทาง ก็มีจุดแวะดูวิวตลอดทาง เราจอดรถถ่ายรูปเป็นพักๆ จนกระทั่งถึงจุดไฮไลท์อีกที่นึงของทริปที่เมือง Tinghir

“จอดรถถ่ายรูปตามยอดเขาระหว่างทางไป Tinghir”
“อูฐสาน ของที่ระลึกที่ได้จากเด็กน้อยชาว Berber ตรงจุดที่เราแวะถ่ายรูป”

TODGHA GORGE

Rating: 

ช่องเขาที่มีลักษณะเป็นหุบลงไป เกิดเป็นกำแพงธรรมชาติสูงร่วม 300 เมตร ด้านล่างเกิดเป็นลำธาร น้ำใสไหลเย็นซะงั้น นับเป็นสิ่งธรรมชาติสร้างที่สวยงามอีกที่หนึ่ง นอกจากนั้นก็ยังมีคนทะลึ่งไปสร้างโรงแรมไว้ในหุบอีกซะนี่ ดูไปดูมาเอ๊ะ ก็สวยดี ที่นี่เป็นที่โด่งดังของนักปีนเขา ก็เลยเดาว่า เค้าคงพักกันแถวนี้ละมั้ง เอาเป็นว่าเราได้ลงมาเดินยืดเส้นยืดสาย แวะถ่ายรูปนิดๆ หน่อยๆ เราแวะทานเข้ากลางวันกันที่ตัวเมือง Tinghir ก่อนที่จะเอาก้นบานๆ ของเราไปแปะบนเบาะต่ออีก 3 ชั่วโมง

 

“Todgha Gorge เห็นทางเข้าก็พิศวงแร้วววว”

คืนนี้เป็นอีกคืนนึงที่เราตั้งตารอคอย แม้ว่าเราจะเคยไปนอนกลางทะเลทรายมาแล้วครั้งหนึ่งที่จอร์แดน แต่ครั้งนี้มันซาฮาร่านะเฟร้ย เราจะไปนอนกลางทะเลทรายขนาดใหญ่ที่สุดของโลก! (พูดเว่อร์ไปอี๊กกก) เราได้ทำการจองเต็มท์กลางทะเลทรายเอาไว้แล้วจากเวบจองโรงแรมชื่อดัง (แต่เราไม่บอกชื่อหรอก เพราะเค้าไม่ได้เป็นสปอนเซอร์เรา กร๊ากก) เรานัดกะทางโรงแรมไว้เสร็จสรรพ เวลา 4:30 PM เราไปเจอคนจากทางโรงแรมที่จุดนัดพบ ซึ่งเป็นร้านอาหารคาเฟ่แห่งหนึ่งในเมือง Merzouga 

“แก๊งค์พี่ Big Bike แต่ละคัน จัดกันมาเต็มมาก ท่าทางพี่แกบิดมาไกล”

พอไปถึง โอ้ววววว  คนเยอะอิ๊บหาย เจอแก๊งค์พี่ๆ Big Bike หลายสิบคัน ดูท่าจะแว๊นมาไกลจากอิตาลี นอกจากนั้น ที่ร้านนี้ยังเป็นจุดนัดพบของแคมป์อื่นๆ นอกจากแคมป์เราอีกด้วย คนเลยเยอะมาก ต่อคิวกันเข้าห้องน้ำเลยทีเดียว เรารอไม่นาน ก็มีลุง Berber คนนึงขับ Prado มาเทียบกะรถเรา เราทำการย้ายสัมภาระทั้งหมดไปที่รถลุง (เอาไปทุกอย่างกระทั่งส้มที่ซื้อมาระหว่างทาง ฮาาา) ใครว่าไปทะเลทรายแล้วจะลำบาก ผิดถนัดนะคะท่านผู้ชม กระเป๋าสัมภาระเราเอาไปทุกใบ มีคนช่วยถือช่วยแบกตลอดทาง เราแค่ถือพร็อบสวยๆ ไปถ่ายรูปเหมือนขุ่นแม่ก้อพอค่ะ

 

เปลี่ยนไปขึ้น 4WD Prado เข้าทะเลทราย

จริงๆ แล้ว จากเมือง Merzouga ไปยังแคมป์ในทะเลทราย โรงแรมส่วนใหญ่จะมี 2 options ให้คุณเลือก

  1. นั่งรถ 4WD เข้าไปฟรี ใช้เวลาประมาณ 20 นาที
  2. ขี่อูฐเข้าไปคนละ 25 Euro ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

เราเลือก Option 1 เนื่องจาก เราคิดว่า ขี่อูฐเข้าไปตอนบ่าย 4 โมงกลางทะเลทรายคงจะไม่น่าโสภาเท่าไหร่ แต่มาทะเลทรายจะไม่ขี่อูฐก็ดูจะขาดอะไรไป เราจึงเลือกขี่อูฐไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าแทน 🙂 ไม่ดำ ไม่ร้อน ไม่ต้องเดิน กริ กริ 

ทรายที่ซาฮาร่านี่ ทั้งแดงทั้งละเอียด ละเอียดเหมือนคอฟฟี่เมตเลย

เมื่อทั้งคนและสัมภาระพร้อมอยู่ใน Prado ลุงก็เร่งเครื่องขับรถพาเราเข้าไปในทะเลทรายทันที ระหว่างทาง ลุงพาเราขึ้นสันทรายนั้น ลงสันทรายนี้ เหมือนเล่น Rollercoster อยู่ซักพัก เรากำลังเมาท์ๆ กันอยู่เลยว่า โห ลุงแกเชี่ยวมาก จำได้ทุกเนิน เป็นเรานี่หลง หาทางออกจากทะเลทรายไม่ถูกแน่ กำลังชมอยู่ไม่ขาดปาก อยู่ๆ ลุงแกขับรถเราลงหลุมทรายหลุมนึง ซึ่งกลายเป็นหลุดสุดท้ายของเจ้า Prado คันนี้ … (รึเปล่า)

เวลาที่รถติดหลุมทราย ไปไหนไม่ได้ มันเป็นงี้นี่เอง…

ขุ่นแม่:อ้าว ยังไงนี่ลุง
แม่บ้าน:เหย ไม่ต้องกังวลหรอก ลุงแค่โชว์ให้ดู
ลุงคนขับ: “Relax … no worry” พร้อมโบกมือ

ในระหว่างนั้นเอง Prado ที่เราภูมิใจกะมันนักหนา ก็พยายามเอาตัวเองออกจากหลุม ลุงถอยหลังตั้งหลัก และเร่งเครื่องอย่างแรง ทำอย่างนี้อยู่หลายสิบรอบ หวังจะพา Prado และกะเหรี่ยง 4 คนขึ้นเนิน แต่ล้อเจ้ากรรมดันหมุนฟรีซะงั้น ถอยกลับไปกลับมา ลองเนินหน้า เนินซ้าย เนินขวา เนินไหนๆ ก็แล้ว เจ้าล้อ Prado ก็หมุนฟรีตลอด

แม่บ้าน:อ้าวลุง ไหนขับโม้มาตลอดทาง มี Surprise ตอนจบหรอ

ดูท่าแล้วไม่เห็นมีรถคนอื่นผ่านไปผ่านมาเลย ตอนนี้ลุงเงียบไป ลุงพยายามอยู่นานประมาณ 15 นาทีที่เราวนอยู่ในแอ่งทราย ยิ่งเร่ง ล้อก็ยิ่งฟรี หลุมก็ยิ่งลึก อยากบอกนะว่ากรูต้องแบก Rimowa ตู้เย็นของกรูข้ามทะเลทรายซาฮาร่าวันนี้ มันไม่ตลกนะลุง เหอๆ 

 

สุดท้ายลุงโบกมือให้เราทุกคน ลงจากรถ …. ชี้มือไปทางเนินที่สูงที่สุด บอกให้ไปรอที่นั่น จุดๆเน้ ขุ่นนายแม่เริ่ม Panic มองหาตัวช่วย มองไปมองมา อ้าว! ไกลๆ มีรถผ่านมาคันนึง โอ้ววว เห็นอย่างนั้นแล้ว ขุ่นแม่นี่ตะโกนใหญ่ๆ Help me! Help me! หยั่งกะนางเอก Prince of Persia รถคันนั้นวนโชว์ขึ้นลงสันทรายหลายรอบจนมาจอดตรงเนินที่เรากองรวมกันอยู่ ชายหนุ่มโพกผ้าหน้าตาดีเดินลงจากรถมา …. ที่แท้นั่นก็คือ “เจ้าชายแห่งอาหรับราตรี” ของเรานี่เอง 

 

และแล้ว เจ้าชายแห่งอาหรับราตรีก็ขี่ Prado มาช่วย…

เจ้าชายลงรถมา สายตาผิดหวังเล็กน้อย

อ้าว! ที่ตะโกนโหวกเหวกโว้ยวายเมื่อกี้ หาใช่ เจ้าหญิงทามิน่าไม่ แก่คราวแม่แล้วหนิหว่า นึกว่าสาวรุ่นจะได้เอาทำเมียคนที่ 3 ซะหน่อย”

(นางคงคิดแบบนั้น เอ้ย ไม่ใช่) ขุ่นแม่นี่ดีใจใหญ่ คงนึกในใจ “รอดแล้วเรา” สุดท้ายเราเลยได้ติดรถคันนี้ไปที่แคมป์ ส่วนอีลุงพร้อมกระเป๋า สุดท้ายก็ขึ้นจากหลุมทรายได้ ขับไล่ตามเราตาติดๆ (ซะงั้น …. หรือว่าอีลุงเอารถติดหลุมทรายโชว์งิ?) เอาเป็นว่า ทั้งเรา ทั้งรถ มาถึงแคมป์กลางทะเลทรายอย่างปลอดภัยหายห่วง 

CAMPING IN SAHARA

Golden Camp Merzouga

Rating: 

หลายคนอาจเข้าใจว่า โห นอนแคมป์กลางทะเลทราย ลำบากแน่เลย นอนที่ไหน กินยังไง เข้าห้องน้ำยังไง จะได้อาบน้ำหรอ อากาศหนาวขนาดนี้ (ช่วงที่เราไปเป็นฤดูหนาว อุณภูมิกลางวันประมาณ 10-20 C ส่วนกลางคืนก็เลขตัวเดียว) เอาเป็นว่า วันนี้เราเล่าสู่กันฟังละกันว่าชีวิตความเป็นอยู่ของเรากลางทะเลทรายซาฮาร่าวันนี้จะเหมือนกับที่หลายๆ คนคิดรึเปล่า?

 

ห้องอาหารที่แคมป์กลางทะเลทราย

เมื่อเรามาถึงที่แคมป์ ก็มีเด็กประจำแคมป์ ชื่อโมฮัมเหม็ด มา Take Care เรา โดยเริ่มจากช่วยขนของลงจากรถ พาเราไปยังห้องอาหารอันโอ่โถง เสริฟชามินต์อุ่นๆ พร้อมกับ welcome snack อย่างพวกถั่วไรงิให้เรานั่งพัก ทานของว่างจนหายเหนื่อย ระหว่างรอเรา นางก็ Facetime กะเพื่อนนางไปพลางๆ เราติดใจตั้งแต่จังหวะนั้นแหละ

“เห้ยเธอ Facetime ได้ด้วยหรอจุดเน้?”

นางเลยตอบแบบยิ้มๆ ว่า

“Wifi in Sahara”

เห็นดังนั้น ตรูเลยไม่รอช้า ยื่นโทรสับให้พร้อมกับบอกมันว่า “Password please” สปีดนี่เหลือเชื่อ คือระหว่างที่เราขับรถมาตลอดทาง อย่าว่าแต่ 4G, 3G เลย Edge ยังติดๆ ดับๆ มาตลอดทาง พอเข้าซาฮาร่าปั๊บ Facetime ลื่นเลยจร้าาา ให้มันได้อย่างนี้สิ เยี่ยม

นั่งพักซักแป๊บ โมฮัมเหม็ดก็พาเราไปที่ห้องพัก พอเข้าห้องพักไป ก็ได้แต่ร้องโห ร้องว้าวววว!  นี่เราอยู่กลางทะเลทรายจริงรึ ห้องแม่งใหญ่กว่าเมื่อคืนที่เราพักอี๊กกก เตียงก็ใหญ่โตขนาดนอนสามคนยังสบาย มีชุดรับแขกในห้อง แถมหัวเตียงยังมี Adapter สำหรับ charge ด้วยสาย USB อีก อะไรมันจะ Luxury ปานนั้น ห้องน้ำก็มีแยกห้องอาบน้ำและห้องส้วมชัดเจนซ้ายขวา ส่วนน้ำนี่ก็ปรับได้นะคะ จะเอาร้อนเอาเย็น และไม่ใช่แบบร้อนไก่กานะ ร้อนแบบลวกเลยจ้า ตอนแรกเรากังวลว่า เอ๊ะ นอนจะหนาวรึเปล่านะ ปรากฏว่าในห้องมีฮีตเตอร์จ้า แถมผ้าห่มที่ให้มาคืออุ่นมว๊ากกกก โดยรวมคือดีย์ ใครจะคิดว่าอยู่กลางทะเลทราย ชีวิตจะ Luxury ขนาดนี้คะคูณ เอาเป็นว่า คืนนี้ หลับสบายแน่ 

 

เงิยหน้ามองฟ้า สองขาย่ำทราย

Ontheroadstory Tips
สำหรับคนที่แพลนที่จะไปพักแคมป์กลางทะเลทรายเหมือนเรา เราคิดว่าสิ่งอำนวยความสะดวกค่อนข้างครบครันเลยทีเดียว ถ้าถามว่าเราขาดอะไร เห็นจะเป็น Slipper ที่ทางแคมป์ไม่ได้  provide ให้เรา แล้วเรารู้สึกว่ามันจำเป็นมว๊ากกก เพราะพื้นหน้าห้องน้ำไม่ได้ปูพรมไว้ กลางคืนตอนอาบน้ำเสร็จ เท้าแตะพื้นนี่ เย็นยะเยือกมาก ดังนั้นก็พก slipper ไปกันคนละคู่จะดีมาก

หลังจากสำรวจห้องอยู่ซักพัก เราก็เริ่มสำรวจอาณาบริเวณรอบๆ แคมป์ของเรา เมื่อขึ้นไปสันทรายสูงๆ จะเห็นว่านอกจากแคมป์เราแล้ว ยังมีแคมป์อื่นๆ หน้าตาแบบเดียวกันอีกเยอะเลย เป็นสิบๆ แคมป์ กระจัดกระจายกันไปในทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ก็ไม่แปลกหรอกนะที่มันจะสะดวกสบายแบบนี้

 

โยคะกลางทะเลทราย

ช่วงที่เรามาถึงแคมป์เป็นตอนเย็นๆ พอดี สิ่งที่เรารู้สึกสนุก เวลามาเที่ยวทะเลทราย ก็คือการถ่ายรูปตอนพระอาทิตย์ขึ้นและตกนี่แหละ เพราะเรามักจะได้เห็นภาพแปลกตา ที่เราไม่ค่อยได้เห็นใน Location อื่นๆ ว่าแล้ว เราก็ใช้เวลาเย็นวันนั้น ดื่มด่ำกับวิวพระอาทิตย์ตกดินกลางทะเลทราย โรแมนติดสุดๆ

 

พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าที่ซาฮาร่า
“เราสอง (สาม) คน”
ขุ่นพี่คะ ไปนั่งตรงนู้นชมพระอาทิตย์ตกกันมั้ย?
คนจูงอูฐกำลังเอาอูฐเข้านอน

ประมาณทุ่มนึง โมฮัมหมัดก็เรียกเราไปทานอาหารค่ำ โดยเค้าจะทำการเสิร์ฟอาหารเป็น Courseๆ ด้วยกัน เริ่มจากออเดิร์ฟ ซุป ข้าว และปิดท้ายด้วยเสต็กไก่ เมื่อกินอิ่มก็มีปาร์ตี้รอบกองไฟ มีชาว Berber มาร้องรำทำเพลงให้เราฟัง ปิดท้ายด้วย mission ให้แขกผู้เข้ามาพัก ร้องเพลงของประเทศตนเอง เราก็จัดลอยๆ กระทง ลอยๆ กระทง ลอยกระทงกันกันแล้ว ขอเชิญน้องแก้วออกมารำวง …” กันไปยาวๆ จบนะ 

 

คืนนี้ เราไปนั่งดูดาวกันที่สันทราย ดาวเต็มท้องฟ้า จุดๆ นี้ อยากให้พี่โจ้วงพอสมาอยู่ข้างๆ เจรงๆ

ในคืนนี้มีดาวเป็นล้านดวงแต่ใจฉันมีเธอ แค่เพียงดวงเดียว

ว่าไปนั่น หันไปข้างๆ อีกที อ้าว? นี่ตี๋ที่ไหนเนี่ยะตาเล็กกว่าดาวเสียอีก  แต่อภัยได้เพราะน่าร๊ากกก 

A night in Sahara

CAMEL SUNRISE RIDE

Rating: 

อย่างที่เราเกริ่นไป ตอนต้น เราได้เตี๊ยมกันทางแคมป์ไว้แล้วว่าให้จัดอูฐมาให้เรา 4 ตัวสำหรับ Sunrise Tour ตอนเช้า ซึ่งเวลาประมาณตี 5 ก็มีอาบังคนนึงพร้อมกันอูฐ 4 ตัวมารับเราที่แคมป์ อูฐพาเราฝ่าความมืด ขึ้นและลงสันทรายอย่างช่ำชองและมั่นคง ดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้อยู่แล้วว่าจุดมุ่งหมายของเราอยู่ที่ไหน อูฐสี่ตัวพาเราไปยัง Sand Dune อันใหญ่สุดเพื่อปักหลักดูแสงแรกของวัน 

 

พาหนะสุดฮิตที่ซาฮาร่า

พอถึงจุดนัดพบ อูฐพากันจอดอย่างมิได้นัดหมาย อาบังบังคับอูฐแต่ละตัวให้นั่งลงอย่างมีลำดับ เพื่อที่จะให้เราลงจากอูฐ นางชี้ให้ปีนขึ้นไปบนสันทรายที่อยู่เบื้องหน้า เรานั่งเล่น ถ่ายรูป คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้อยู่ไม่นาน พระเอกของเราก็มา …

 

“รอ ชั้นรอเธออยู่ แต่ไม่รู้เธออยู่หนใด”
“ชั้นนั่งตกปลาอยู่ริมตะหลิ่ง … “ใช่หรอ?

ขอบฟ้าไกลๆ เริ่มเปลี่ยนจากสีดำเป็น สีฟ้า สีเหลืองอ่อน จนกระทั่งเป็นสีทองอร่าม ดวงดาวนับล้านที่ส่องแสงสว่างเมื่อคืนนี้ ค่อยๆ ถูกแสงพี่ใหญ่ที่สว่างกว่ากลืนกินจนเลือนหายไปในท้องฟ้า

มาแล้ว! แสงแรกของวัน แสงแรกที่ซาฮาร่าของเรา

 

Sunrise in Sahara

ไม่นานนัก บรรยากาศรอบๆ ตัวเราก็มีแต่แสงสว่าง ใครว่าพระอาทิตย์ขึ้นที่ไหนก็เหมือนกันแหละ เราขอบอกเลยคนนึงว่า “ไม่เหมือนกันเลย” มันเป็นประสบการณ์ที่หาคำบรรยายได้ยากจริงๆ เราก็ได้แต่บอกเล่าด้วยภาพถ่ายเหล่านี้ หวังว่าจะเป็น Inspiration ให้กับเพื่อนๆ นักเดินทางคนอื่นๆ ที่แชร์ความฝันด้วยกันกับเรานะคะ

 

“พี่อูฐก็ดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมๆ กับเรา ท่าทางจะได้ดูทุกวัน”
เก๊าเอง
สวัสดีพี่อูฐ เช้าแล้ว แปรงฟันมั้ย? เหลืองเชียว

เราถ่ายรูปเล่นกันอยู่บนสันทรายซักพัก ก็ได้เวลากลับขึ้นอูฐอีกครั้ง เรามุ่งหน้ากลับแคมป์ ขากลับนี่แต่ละคนก็ขี่อูฐกันอย่างช่ำชอง ส่วนอูฐของเราเป็นอูฐติด Turbo เอะอะจะแซงคันหน้าตลอด…

On the way back to campground
รูปคลาสสิกที่เห็นคนอื่นถ่ายแล้ว เราจะต้องถ่ายด้วย … รูปเงาอูฐในทะเลทราย

การเดินทางและประสบการณ์ของเราที่ซาฮาร่าก็จบลงที่อาหารเช้า ณ แคมป์กลางทะเลทราย แบบ Buffet อาหารก็ไม่ได้หวือหวามาก แต่มีครบครัน ทั้งไข่ต้ม แฮม ชีส ขนมปัง ชา กาแฟ ผลไม้ และที่อร่อยสุด ไม่พูดถึงไม่ได้คือ นมร้อน! ที่มันทั้งสดทั้งหอม เราทุกคนดื่มไปอย่างน้อยคนละ 2 แก้วได้ (เดินไปกดหลายรอบมาก) จากนั้นเราก็กลับห้องเปลี่ยนชุด เก็บของ และทำการบอกลาโมฮัมเหม็ดหนุ่มน้อยหน้ามนของเรา วันนี้เรายังต้องเดินทางไกลอีกหลายร้อยกิโลเพื่อไปยังจุดหมายปลายทางใหม่ของเรา อีกเมืองมรดกโลกที่ชื่อว่า “Fes (เฟส)”

ก่อนกลับก็แชะภาพกะโมฮัมเหม็ดซะหน่อย ขอบคุณที่ดูแลเราอย่างดี

EAT & SLEEP

Ibis Ouarzazate

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

Rating: 

เราเลือกพักที่นี่เพราะเป็นโรงแรมในเครือและราคาไม่แพง ส่วนตัวโรงแรมทั้งภายนอกและส่วนกลาง ตกแต่ได้สวยมาก เข้าธีมปราสาทในทะเลทรายเลย แต่ตัวห้องพักค่อนข้างแคบ และที่สำคัญ บางห้องไม่มีที่เป่าผมมาให้! แต่สามารถหยิบยืมที่ front ได้

Golden Camp Merzouga

Rating: 

ที่ Merzouga แห่งนี้ มีแคมป์กลางทะเลทรายให้เลือกมากมาย มีตั้งแต่ราคาหลักพันถึงราคาหลักหมื่น แคมป์ที่เราเลือกมานี้ ก็ไม่ได้แพงมากอะไร ราคากลางๆ แต่มาพักแล้วประทับใจมาก ทั้งห้องพัก ทั้ง Staff ที่มีอยู่คนเดียวทำมันทุกหน้าที่ พนักงานต้อนรับ คนยกกระเป๋า เด็กเสิร์ฟ Concierge  น่ารักและเป็นกันเองมาก (ดีนะไม่ได้เป็นพ่อครัวเอง) นางบอกแคมป์นี้เปิดมาได้แค่ปีเดียว แต่คนจีนพักเยอะมาก ยิ่งเป็นช่วง High Season คนจีนแทบจะเหมาทั้งแคมป์ไปเลย คุณชายเลยเลยแอบหยอดมุขไปว่า งั้นจะรับพนักงานเพิ่มมั้ย นางค่าตัวไม่แพงนะ 555 

Cafe Restaurant Centrale

Beef Tajine

Rating: 

ร้านอาหารโมร็อคโคที่เมือง Tinghir เราแวะทานเป็นอาหารกลางวัน เป็นร้านเล็กๆ ในตึกแถว อยู่กลางเมือง Tinghir หาไม่ยาก มีที่จอดริมถนนเยอะ หาจาก Trip Advisor ไม่ผิดหวัง Beef Tajine หร่อยอย่างแรง! อร่อยจนอยากสั่งจานสองแต่ต้องรีบไป ราคาย่อมเยาว์


ติดตามตอนต่อไปของการเดินทาง 2000+ กิโลที่โมร็อคโคของเราได้ ในตอนที่ 3 ตอนต่อไปนะคะ 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *