G’ day, mate! สวัสดีค่า เพื่อนๆ ชาว On the road story ขอต้อนรับการกลับมาหลัง COVID19 ด้วยการออกมาตะลอนเที่ยวเช่นเดิมกับเรานะคะ โดยคราวนี้เรามาตะลอนเที่ยวกันที่ไม่ใกล้ไม่ไกล จะออกไปไกลนอกประเทศก็ขี้เกียจจะโดนกักตัว 14 วัน หันมาเที่ยวไทย เพิ่มยอดนักท่องเที่ยวในประเทศกันดีกว่า 🙂 ดังนั้น ครั้งนี้เราจึงตัดสินใจนั่งรถไฟจากกรุงเทพขึ้นเหนือมาชิวๆ หลับหนึ่งตื่น 13 ชั่วโมง รู้ตัวอีกที่…ก็มาโผล่ที่สถานีเชียงใหม่ซะงั้น! เมืองที่ได้ชื่อว่า เป็นเมือง slow life ของไทยเรานั่นเอง ซึ่งเพื่อนๆ หลายคนคงทราบว่า เศษฐกิจของเมืองเชียงใหม่นี่ เราว่ากว่า 80% ของรายได้ น่ามาจากนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวจีน สังเกตได้ง่ายๆ เลยคือ ป้ายโฆษณา ป้ายร้านค้า เมนูอาหาร ทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่มีภาษาจีนควบคู่ไปกับไทยและอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ มาดูซิว่า หลัง COVID19 แล้ว (มั้ง) สถานะการณ์การท่องเที่ยวเป็นยังไงบ้าง…. โดยแพลนเที่ยวคร่าวๆ ครั้งนี้ของเราก็จัดกันหลวมๆ นะคะ ไม่แน่นมาก คง concept ‘Slow Life เที่ยวไปเรื่อย เหนื่อก็พักเกาพุง’ ไปแอ่วเจียงใหม่กันเล้ย~~~~~~


DAY 1: Train to Chiangmai

18:10 ณ สถานีรถไฟหัวลำโพง

Hualumpong Train Station

ใช่แล้วค่ะ แอ่วเชียงใหม่รอบนี้ เรานั่งรถไฟกันค่ะ ด้วยความที่คุณชายอยากได้อารมณ์นอนไป กินไป เกาพุงไป เราก็เลยเลือกนั่ง+นอนบนรถไฟกันอีกครั้ง และอย่างที่ทุกคนทราบนะคะว่า รถไฟแบบรุ่นใหม่ไฟกระพริบ มันจะมีอยู่ทั้งหมด 4 เส้นทาง ได้แก่

1.”อุตราวิถี” เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่-กรุงเทพฯ

2. “อีสานวัตนา” เส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี-กรุงเทพฯ

3. “อีสานมรรคา” เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย-กรุงเทพฯ

4. “ทักษิณารัถย์” เส้นทางกรุงเทพฯ-หาดใหญ่-กรุงเทพฯ

ซึ่งเส้นทาง 2, 3 เราเคยนั่งแล้ว คราวนี้เราก็เลยแอ่วเหนือกันบ้างค่ะ โดยรถที่นั่งจะเป็นขบวนที่ 9 สายอุตราวิถี (อย่าจองผิดขบวนนะคะ เพราะเด๋วจะเป็นรถแบบเก่า) ออกจากหัวลำโพง 18:10 น. ถึงเชียงใหม่ 7:15 น. เราจองที่นั่งแบบ First Class เช่นเคย โดยเตียงบนราคา 1,253 บาท เตียงล่างราคา 1,453 บาท

First Class Seat
วิธีการจองตั๋วรถไฟ

เพื่อนๆ สามารถจองจากเวบ https://www.thairailwayticket.com/eTSRT/ โดยจะสามารถซื้อล่วงหน้าได้ 30 วันเท่านั้น หลังจากซื้อแล้ว จะได้ e-ticket มาเลย ซื้อเสร็จก้อ print ออกมา ใช้แทนตั๋วรถไฟขึ้นรถได้เลยจ้า ในช่วง New Normal จะมี protocol เพิ่มนิดหน่อยคือช่วงที่เจ้าหน้าที่มาตรวจตั๋ว จะให้เราแสกน QR Code เพื่อกรอกประวัติการเดินทาง 14 วันย้อนหลัง กรอกเสร็จก้อแค่โชว์ QR Code นี้ตอนออกจากสถานีที่เชียงใหม่เป็นอันเสร็จพิธี ส่วนภายในห้องโดยสารจะสะดวกจะสบายแค่ไหน เราเคยรีวิวไว้ที่นี่ ไปดูย้อนหลังได้นะคะ เพราะสเปกขบวนและตู้นอนเหมือนกัน ต่างกันแค่ที่จุดหมายปลายทาง

นอกจากนั้น ในช่วง COVID19 แบบนี้ เค้าจะไม่มีตู้เสบียงนะคะ นั่นหมายความว่า เราจะต้องเตรียมซื้ออาหารเย็น+ดึก ขึ้นไปทานกันเอง ซึ่งเราก็เตรียมไปเยอะมว๊ากกกกกก

Tip: บนรถไฟเปิดแอร์หนาวมาก แล้วผ้าห่มที่ให้มาก็ผืนบางอย่างกะผ้าเช็ดตัว ถ้าใครไม่ทนหนาว แนะนำว่าให้เอาเสื้อกันหนาวไปก็ดีนะคะ ส่วนเราโชคดีที่พกผ้าพันคอแบบหนาและใหญ่ไป รอดตายจากการแข็งตายมาได้หวุดหวิด


DAY 2: Mae Kumpong

7:15 ณ สถานีรถไฟเชียงใหม่

เช้าตรู่วันต่อมา หลักจากนอนหลับยาวบนรถไฟ เราก็ถึงเชียงใหม่ตอนเช้า สดชื่น~~~ เพราะนอนเต็มอิ่ม (และปกติไม่เคยตื่นเช้าขนาดนี้ ฮิฮิ) เราออกจากสถานีรถไฟ ก็จัดการเรียก Grab ไปโรงเรม #LeMéridienChiangMai ที่พักของเราค่ะ เราเลือกพักที่นี่เพราะ location ใจกลางเมือง สอง เราเป็นสมาชิกเหนียวแน่นหนึบของเครือ Marriott Bonvey อย่างที่ทุกคนทราบกัน และสุดท้ายคือ เราพักที่นี่ทุกครั้งที่มาเชียงใหม่ เอาเป็นว่าคุ้นเคยสถานที่ feeling like home ละกัน และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ค่า staff ที่นี่ ทั้ง friendly และ professional มาก ทำให้ทุก stay ของเราที่มาเชียงใหม่ perfect ตลอด

Diplomatic Suite @ Le Méridien Chiang Mai

ครั้งนี้เราก็ได้ upgrade ตามสิทธิของ Titanium member เป็น Diplomatic Suite ซึ่งกว้างขวาง วิวดีมาก และที่สำคัญคือเตียงนุ่มมว๊าก นอกจากนั้น Staff ยังมี surprise ให้เราอีกด้วย โดยมีการ์ด handmade จากแต่ละ department อวยพรวันครบรอบให้เรา อ่านแล้วซึ้งและก็ประทับใจอย่างสุดๆ เพราะเป็นการเขียนมือทุกใบ ตั้งแต่ GM, front office, Bell, GSA, housekeeping คือบั๊บ แทบจะทุกแผนกแล้วค่าาา นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความใส่ใจของพนักงานที่นี่จริงๆ ถ้าใครมาเชียงใหม่ เราก็แนะนำให้พักที่นี่นะคะ นี่ไม่ได้อวยนะ ไม่ได้ตังค์ค่าอวยด้วย ของเค้าดีจริง 🙂

Wishes from Le Meridian Chiangmai staffs! Thank you for making us feel so special!

มาถึงโรงแรม Check-in เอากระเป๋าเก็บ เราก้อออกไปทานอาหารเช้ากัน แน่นอนว่า ขอแบบ ชิคๆ ชิวๆ ตามประสาคน Slow Life … ว่าไปนั้น เรามากันที่ #ร้านโกเผือกโกดำ (Gopuek Godum) โดยที่เราเรียก grab จากโรงแรมไปค่ะ อีกอย่างที่อยากจะ comment คือ เราว่า Grab ที่เชียงใหม่นี่แอบแพงกว่ากรุงเทพป่ะแว๊~~~ แป๊บๆใกล้ๆ ก้อร้อยกว่าบาท แทบจะคลิกใช้ promotion ไม่ทันกันเลยทีเดียว

โกเผือกโกดำ (Gopuek Godum)

  • Rating: 4/5 stars

โกเผือกโกดำ ถือเป็นอีกหนึ่งร้านที่ ‘ต้องมา’ เมื่อมาถึงเชียงใหม่สำหรับใครหลายๆ คนแน่นอน (ถ้าไม่ใช่ก็เม้งมาได้นะคะ แต่อย่างแรง 555) ร้านนี้ตกแต่งสไตล์วิวเทจ เสริฟอาหารเช้าสไตล์ไทยผสมเวียดนามแบบไข่กะทะ ก๋วยเตี๋ยวญวน ทานพร้อมกับขนมปังนึ่งสังขยา 4 สีที่เป็น signature ของร้านเค้าหล่ะ แบบเน้! ไม่มาไม่ได้แล้ว!

ร้านนี้เปิด 7:30 บ่าย 2 ก้อปิดแล้วค่ะ หยุดทุกวันอังคาร เราเรียก Grab มาจากโรงแรมเช่นเดิม ถึงประมาณ 8 โมงนิดๆ คนเริ่มแน่น เข้าไปก็เป็นโต๊ะสุดท้ายที่ว่างพอดี หลังจากนั้นก้อรอคิวยาวเชียว สมแล้วที่เป็นร้านตามกระแส แม้ว่าช่วง Low season COVID ระบาดแบบนี้ คนยังแน่น เมนูในร้านมีไม่มากค่ะ ไข่กะทะ ข้าวต้ม ก๋วยเตี๋ยวญวน เป็นอันจบอาหารคาว ส่วนหวานก็มีขนมปังสังขยาและปังปิ้งชาโคล เมนูเก๋ๆ ไม่เหมือนใคร หาทานที่ไหนไม่ได้นอกจากที่นี่ เราไปกันแค่สองคน ก็สั่งพอกรุบกริบๆ เผื่อท้องไว้ทานอย่างอื่นบ้างสิคะ 

จากนั้นเราก็แวะไปเอารถเช่าที่สนามบิน โดยเราเช่าจากบริษัท 租租車 (Zhuzhuche) ราคาดี วันละแค่ 470 กว่าบาทเท่านั้นเอง ได้เป็นรถ eco car Yaris แต่สุดท้าย… แอบคิดว่าเช่าถูกไปหน่อย เพราะเวลาขึ้นเขาอย่างตอนไปแม่กำปองนี่ เหยียบจนสุดคันเร่งแล้ว แทบขึ้นเขาไม่รอด แถมเครื่องยังร้องซะดัง แอบลุ้นว่า น้องจะขึ้นไหวมั้ย แต่สุดท้ายเราก็ไปกันจนได้นะ ฮาาาา เอาเป็นว่า ถ้าใครจะขึ้นเขาลงห้วย แนะนำว่าให้เช่าซัก 1500 cc. up นะ จะได้ไม่ต้องลุ้นมาก

The Giant Chiangmai

  • Rating: 3.5/5 stars

จากตัวเมืองเชียงใหม่ ขับรถมายาวๆ ใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษๆ ก็ถึง ระหว่างทางที่มาถนนค่อนข้างแคบ ชัน และก็โค้งไปโค้งมา บางจุดเดินรถได้แค่คันเดียว บางจุดมีดินถล่ม จะมีจุดที่ให้นักท่องเที่ยวจอดเพื่อเหมารถสองแถวหรือ 4WD ขึ้นไป แต่เรา แม้ว่าจะ Yaris เครื่อง 1200 cc. จิ๋วๆ ก็เปรี้ยวมากันจนได้นะเออ 5555

The Giant Chiangmai

ตามรีวิวทั้งไทยและ (ส่วนใหญ่) จีน ก็แนะนำมาที่นี้นะ #TheGiantChiangmai ต้นไม้เค้า giant จริงสมชื่อ นอกจากจะเป็นร้านคาเฟ่บนต้นไม้แล้ว เค้ายังเปิดเป็นบ้านพักด้วยนะคะ ถ้ามาหน้าหนาว อากาศเย็นๆ หมอกลงหน่อยๆ นี่ท่าจะฟิน เพราะมองออกไปก็เห็นเป็นหุบเขา ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้ใหญ่ ดื่มด่ำธรรมชาติ เหมาะสำหรับมาฟอกปอดมากค่าทั่นผู้โชมมมม

สำหรับรสชาติขนมและเครื่องดื่ม เราว่าก็กลางๆ นะไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้โดดเด่น ราคาค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับความอร่อย แต่เข้าใจได้เพราะเข้าถึงยากเหลือเกิน ดื่มกินเน้นบรรยากาศมากกว่าเอาจริงๆ

ระเบียงวิว แม่กำปอง

  • Rating: 4/5 stars

ร้าน #ระเบียงวิวแม่กำปอง ร้านกาแฟที่วิวสวยติดระดับท้อปๆ ในใจเรา แถมยังเข้ากะ concept ชิคๆ ชิลๆ ก็ต้องยกให้ที่นี่หล่ะ คือ Location เค้าดีจริง วิวด้านล่างนี่เป็นหมู่บ้านกำปอง ล้อมรอบไปด้วยภูเขา วิวสวย ชาอร่อย ราคาไม่แพง เสียอย่างเดียวคือ ที่จอดรถไม่มี แต่จอดข้างทางได้ ก็ขับเบี่ยงๆ กันไปตามระเบียบ นอกจากนั้นที่นี่ยังมีบ้านให้พัก ด้วยราคาหลักร้อย วิวหลักล้านนะจ๊ะ

หลังจากเราไปนั่งชมวิวที่ร้านกาแฟสวยๆ กันแล้ว เราก็ลงมาเดินเล่นกันในหมู่บ้าน มีร้านอาหาร คาเฟ่น่ารักๆ เก๋ๆ ร้านส้มตำ แหนมย่าง ข้างทางมากมายให้เลือกสรร คนเยอะหน่อย แต่ไม่ได้เบียดกันมาก คาดว่าช่วงหน้าหนาว คนน่าจะเยอะกว่านี้มาก ถ้าอยากใช้ชีวิต slow life จะพัก home stay ที่นี่ก้อมีให้เลือกเยอะเลยค่ะ

ก่อนกลับเข้าเมือง คุณชายก้อแอบแวะไปแช่เท้าที่บ่อน้ำพุร้อนแก้เมื่อยที่ #น้ำพุร้อนสันกำแพง ซึ่งมีหลายช่วงอุณหภูมิให้เลือกแช่นะคะ ตั้งแต่ 35-55 องศา ใครเท้าบางเท้าหนาก็วัดกันที่นี่แหละ ฮาาาา คาดว่าหลังจากสถานการณ์ COVID19 ทัวร์จีนหายหมด ทำให้ที่นี่เงียบมาก มีแต่คุณลุงคุณป้ามานั่งชิว แช่เท้า กินส้มตำ เคล้าเบียร์ ชิวมากจริงๆ ไม่ต้องแย่งกะใคร.. เอ๊ะ เหมือนเราสองตัวก็เป็นหนึ่งในนั้นนะ เง้ออออ

Tip: ถ้าใครจะแช่เท้าที่นี่ อย่าลืมพกผ้าเช็ดเท้าไปด้วยนะ แช่เสร็จเท้าเปียก จะได้มีใช้เช็ด


DAY 3: นาขั้นบันได ป่าบงเปียง

Baan Pah Bong Piang

อรุณเบิกฟ้า นกกาโบยบิน (ใครทัน ‘เจ้าขุนทอง’ บ้าง ให้ยกมือขึ้น) วันนี้เราตื่นตั้งแต่ 7 โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวและทานอาหารเช้า มุ่งหน้าสู่นาขั้นบันได ‘ป่าบงเปียง’ กันค่ะ ต้องยอมรับว่า เราเป็นสายท่องเที่ยวธรรมชาติ (ไม่รวมอีคุณชายนะ รายนั้นนี่สายกิน ติดห้องแอร์ เหอะๆ) และพวกนาขั้นบันไดเนี่ยะ ก็เป็นหนึ่งในที่ชื่นชอบของเรา ทุ่งหญ้าสีเขียว น้ำใสตามร่องนา กลิ่นหน้าฝนชื้นๆ รวมไปถึงวิวเทือกเขาสลับซับซ้อนที่เป็นฉากหลัง นั่นเป็นสิ่งที่เรารู้สึกได้เวลามาเที่ยวที่นี่เมื่อครั้งก่อน และนั่นก็นำพาให้เรามาเที่ยวที่นี่อีกครั้งหนึ่ง

Baan Ra Bieng Na
วิธีการเดินทาง (อัพเดตปี 2020)

จริงๆ เราเคยมากันแล้วเมื่อหลายปีก่อน จำได้ว่าเหมารถเหลืองสองแถวเข้ามา ถนนยังเป็นลูกรัง เป็นดินโคลน เราเรียกว่าถนนช็อคโกแลตคาราเมล เพราะมันถนนเละมาก เราเลยเตรียมใจมาว่าจะต้องไปจอดทิ้งรถไว้ซักแห่งเพื่อเหมารถเข้าไปยังหมู่บ้านป่าบงเปียง ปรากฎว่า มาบัดนี้ ปี 2020 ถนนลาดยางไปถึงเลยจ้า โอ้พระเจ้าจอร์ช! มันยอดมาก! แม้ถนนจะเส้นเล็กไปหน่อย บางจุดคือรถสวนกันไม่ได้ ต้องเล็งดีๆ ว่าจะไปเบียงหลบตรงไหนตอนรถสวน แต่ด้วยความคล่องตัวของ Yaris เรา ก็อาศัยข้อดีที่รถเล็ก ซิกแซ็กไปจนถึง (คือจะสร้างถนนทั้งที สร้างกว้างกว่านี้หน่อยก็ดีนะพี่) เราออกจากโรงแรมตอน 8:30 ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงป่าบงเปียง โดยที่ต้องตั้ง GPS ไปที่ #หน่วยพิทักษ์น้ำตกแม่ปาน(แม่แจ่ม) อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

เนื่องจาก Map ใน google ยังไม่ update คุณจะไม่เห็นถนนทำใหม่ที่เชื่อมจากตรงหน่วยพิทักษ์น้ำตกแม่ปานไปยังหมู่บ้านป่าบงเปียง ดังนั้น เวลาคุณขับมาถึงที่ #หน่วยพิทักษ์น้ำตกแม่ปาน ให้ขับตรงเข้าไปเลยค่ะ เป็นถนนลาดยางเล็กๆ ไม่เกิน 10 นาที จะเจอด่านที่ชาวบ้านตั้งโต๊ะเก็บค่าบำรุงรักษาหมู่บ้าน คนละ 20 บาท เลยตรงนั้นไป 1 นาทีก็จะถึงเนินของนาขั้นบันไดค่ะ เราก็จอดรถข้างทางนั่นแหละ แถวๆ บ้านระเบียงนา หนึ่งในโฮมสเตย์ที่อยู่ริมนาขั้นบันไดที่สวยที่สุดแห่งนึงในป่าบงเปียง

บ้านป่าบงเปียง เป็นหมู่บ้านของชาวเขา นาขั้นบันไดนี่ก็ปลูกเพื่อเลี้ยงปากท้องนั่นเอง แต่หลังๆ นักท่องเที่ยวเยอะ จำนวน Home stay แนวบ้านกลางนาก็เยอะตามไปด้วย ซึ่งเราดูแล้ว…ราคาไม่แพงเลยนะคะ แถมส่วนใหญ่ราคาบ้านพักจะมาพร้อมกับชุดหมูกะทะ ไว้ทานมื้อเย็น แนวแบบปิ้งหมูกะทะไป ชมพระอาทิตย์ตกไป เสียอย่างเดียวคือไม่มีไฟ และสัญญาณโทรศัพท์ไม่ค่อยดี แต่ยังไง ถ้าคนที่คิดจะมาอยู่กะธรรมชาติแล้วหล่ะก็ เราว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นเลยค่ะ จริงมั้ย? 🙂

ยังไงก็ตาม ใครที่เป็นสายท่องเที่ยวธรรมชาติ นิยมชมชอบการสูดกลิ่นต้นข้าว ชอบมองทุ่งนาเขียวขจี ก็แนะนำให้มาที่ป่าปงเบียงนี่สักครั้งหนึ่งนะคะ เอาจริงๆ รีบมากก่อนที่คนจะเยอะกว่านี้ เพราะตอนนี้ ถนนลาดยางมาถึงแล้ว เราคาดว่าอีกไม่นาน ไฟฟ้าก็ต้องมาถึงแน่ ซึ่งจริงๆ แล้ว สำหรับชาวบ้านก็คงสะดวกขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าอีกไม่นาน หมู่บ้านนี้ คงต้องถูก commercialize อย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปี คุณอาจจะเจอ 7-11 สาขาป่าบงเปียงก็เป็นได้นะจ๊ะ

เราใช้เวลาเดินเล่นตามคันนากันพักใหญ่ นั่งดูวิวนาสีเขียวขจีบนเทือกเขาสลับซับซ้อนเบื้องหน้า สูดกลิ่นต้นหญ้าชื้นๆ นั่งตบแมงกุ๊ดจี่กันพอเป็นพิธี พร้อมกับฟังอีคุณชายบ่นร้อนๆ และซับเหงื่ออยู่ข้างๆ ฮาาา จากนั้นเราจึงลงจากดอยกันค่ะ เอาจริงๆ เราก็อยากจะค้างอยู่บนดอยซักคืนนะคะ ติดตรงที่ไม่มีแอร์ตาม request ของคุณชาย -_-‘ (อิแม่บ้านขอมองบนแปร๊บ จะเอาแอร์หรา~~~ เอาไฟฟ้าก่อนมั้ยเธอว์)

เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท

Kao Mai Lanna Resort
  • Rating: 4.5/5 stars

จากดอยอินทนนท์ เข้าสู่ตัวเมืองเชียงใหม่ เราแวะร้าน คาเฟ่โรงบ่ม ที่อยู่ใน #เก๊าไม้ล้านนา รีสอร์ท ตั้งอยู่ใน อ.สันป่าตอง เชียงใหม่  เป็นคาเฟ่บรรยากาศเก๋ๆ ที่เอาโรงบ่มใบยาสูบเก่ามา renovate เกิดเป็นที่พักและร้านกาแฟสุดคูล ในบรรยากาศร่มรื่น จนกลายเป็น landmark ที่ใครต่อใคร เมื่อมาถึงเชียงใหม่ ก็ต้องไม่พลาดการ check-in ที่นี่แน่นวล

Cafe ที่นี่ นอกจากเก๋แล้ว เมนูเค้กเค้าก็อร่อยไม่แพ้กันอ่ะ อันนี้ไม่ได้อวย เพราะเมนูที่อยากจะแนะนำก็คือ cheesecake มะเกี๋ยง(ลูกหว้า) อันนี้คือดีย์อ่ะ รสชาติออกเปรี้ยวอมหวาน texture คล้ายกับ raspberry หน่อยๆ ทานกับชาเย็น เข้ากันดี๊ดี~~ อีกเมนูที่สั่งมาลองคือ Fruitcake ค่ะ ซึ่งรสชาติไม่หวานเกินไป เนื้อผลไม้เต็มคำ ทานคู่กับ มะเกี๋ยงโซดา ไม่เลี่ยนเลยค่ะ สำหรับตัวร้าน จัดออกมาได้บรรยายกาศชิวใช้ได้ สามารถนั่งได้ทั้ง indoor และ outdoor ค่ะ

นอกจากส่วนที่เป็นที่พักและร้านกาแฟแล้ว ยังมี พิพิธภัณฑ์เก๊าไม้ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง จัดแสดงประวัติความเป็นมา รวมทั้งยังจัดแสดงวิวัฒนาการของโรงบ่มที่มีตั้งแต่ในอดีต จนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังมี ลานอเนกประสงค์ ขนาดใหญ่ ซึ่งแหล่งรวมตัวของผู้คนที่จะนำสินค้ามาขาย การแสดงดนตรีในวันหยุด ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ โดยมีฉากหลังเป็นโกดังเก็บของ สไตล์วิวเทจ ซึ่งในอดีตนั้นเคยเป็นสถานที่ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนยาสูบของที่นี่มาก่อนค่ะ

บ้านพักภายในรีสอร์ทของเค้าก็กิ๊บเก๋ยูเรก้ามาก เพราะผนังของอาคารเขียวชะอุ่มไปด้วยต้นตีนตุ๊กแก เป็นเอกลักษณ์มากๆ รายล้อมด้วยต้นไม้ใหญ่ๆ บ้านแต่ละหลังจะเชื่อมกันด้วยทางเดิน sky walk บรรยากาศร่มรื่น เหมาะกับการมาปลีกวิเวก ดื่มด่ำธรรมชาติจริงๆ ค่ะ

ร้านอาหารเย็นวันนี้ ขอเสนอ #OhkajhuNimDaily สาขาเชียงใหม่ …. อ่าว! หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า เห้ย! ไปถึงเชียงใหม่ ทำไมไปกินโอ้กะจู๋อีกหล่ะ? แล้ว…ใครว่าไปถึงเชียงใหม่จะไปกินไม่ได้ ขอบอกว่าสาขาเชียงใหม่นี่ เค้ามีเมนูที่สุด exclusive ‘only available at CNX’ นะคะคูณ!! อย่าง สเต็กปลาหิมะย่าง (Sable fish Steak with Mushroom) ปลาหิมะชิ้นโต เนื้อนุ่ม หนังกรอบ ย่างไฟอ่อนๆ ราดด้วยเห็ดหิมะขาว เห็ดหอม และเห็ดหลินขาว ผัดซอสญี่ปุ่น เสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มสูตรเด็ดของทางร้าน อย่าว่างั้นงี้เลย อร่อยเหมือนเดิม

สารภาพตามตรงคือ ก่อนที่เราจะมาที่เชียงใหม่ เราหาร้านอาหารไว้เยอะเลยเชียวหล่ะ แต่พอมาจริงๆ บางร้านก็ปิดไปแล้วบ้าง เจ๊งไปบ้าง เปลี่ยนเป็นหมูกะทะบุฟเฟ่ต์ไปแล้วบ้าง และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งผลกระทบจาก COVID19 เห็นได้ชัดเลยว่า เมืองที่อยู่ได้ด้วยการท่องเที่ยวอย่างเชียงใหม่นี่ ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ จ้า

 


DAY 4: Three Michelin Guide 2020s in a Day

Rote Yiam Beef Noodle

  • Rating: 4/5 stars

เช้าวันนี้ เราเปิดวันชิลๆ ด้วยการไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อระดับ #Michelin2020Guide ที่ร้าน #เนื้อวัวรสเยี่ยม (เพราะตื่นมาทานอาหารเช้าที่โรงแรมไม่ทัน กร๊ากก) ร้านนี้เปิดให้บริการมามากกว่า 30 ปีแล้ว เห็นร้านเล็กๆ แบบนี้ ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของชาวเมืองเชียงใหม่นะ เพราะก๋วยเตี๋ยวเนื้อของเค้านี่ อุดมไปด้วยน้ำซุปรสชาติเข้มข้นที่เต็มไปด้วยสมุนไพรจีนและลูกชิ้นเนื้อเด้งที่ทำเอง ใครไม่ทานก๋วยเตี๋ยวสามารถเลือกทานแกงเหลืองเนื้อราดข้าวได้

Rod Yiem Beef Noodle

กินคาวไม่กินหวานสันดานไพร่สินะ ไม่ได้ค่าาาา อย่าเรา ต้องปิดท้ายด้วย ไอศกรีมมะพร้าวสะหริ่ม ของร้านนี้ ร้านเดียวกันนี้แหละ เหยยย อันนี้เด็ดจริง อร่อยมว๊ากกก อยากให้ลอง!

มาเชียงใหม่ทั้งที เราก็แพลนเข้าวัดเข้าวา ไหว้พระเพื่อเพิ่มศิริมงคลให้กะตัวที่ #วัดพระธาตุดอยสุเทพ กันซักหน่อย (เข้าวัดครั้งแรกของปี 2020) อะมิตตาพุธ เราก็ไม่อยากพูดอะไรมาก (เจ็บคอ) ใครใคร่เดินขึ้น…เดิน! แต่สังขารอย่างเรา ยังไงคะ? นั่งลิฟท์ไปสิคะ รอรัย? 20 บาท ได้ทั้งขึ้นและลง อะไรจะคุ้มปานน้านนน

ขาลงคุณชายบอกว่า กลับ กทม. ก็ไม่ได้เดินละ (อิหยั่งว๊ะ? จะนั่ง wheelchair เลยมั้ย) ก็มา encourage เราให้เดินลง อ๊ะ! ว่าไงก็ว่างั้น เราเลยจบที่เดินลงมาสวยๆ เจอน้องเด็ก แต่งตัวน่ารัก แก้ยุ้ย ตัวกลมคนนึงระหว่างทาง นางบอกนางชื่อ ‘ดอกไม้’ อ๊ะ นี่มันชื่อในวงการรึเปล่า แม่ตั้งให้หยังงี้หรอลู๊ก~~~ เราก็เลยขอถ่ายรูปเก็บไว้ดูเล่น ให้ตังค์กินหนมน้องไปร้อยนึง ถือว่าสนับสนุนเศษฐกิจที่เชียงใหม่ 🙂

ม.เชียงใหม่ ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่หลายๆ คนมองข้ามกันนะคะ เอาเป็นว่าจากปากคำของทัวร์จีนแล้ว ได้ข่าวว่ามีจุดถ่ายรูปเก๋ๆ หลายที่จนต้องมีนโยบายห้ามคนจีนมาถ่ายพรีเวดดิ้งที่นี่ popular ขนาดนั้นเชียว ไหนๆ ลงจากดอยก็ต้องผ่านมออยู่แล้ว เราก็เลยเลี้ยวชะแว๊บเช้าไปเยี่ยมซักหน่อย มาเชียงใหม่หลายที ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เข้ามา (แอบบ้านนอกนะเรา) ทำไมมันใหญ่อย่างนี้เนี่ยะ~~~~ OMG 😂 พอดีช่วงที่เรามา มอปิดเทอมอยู่พอดี นักศึกษาหาย มหาลัยเงียบเหงา แต่เราสบาย เพราะหาที่จอดง่าย จากนั้น เราก็ทำการเปิด instagram สไลด์ไปสไลด์มา มีที่เจ๋งๆ คูลๆ ถ่ายรูปเยอะเหมือนกัน และหนึ่งในนั้นได้แก่ คณะสถาปัตย์ ที่นี่นั่นเอง 🙂

วันนี้เราแพลนกันแบบชิวๆ ขับรถวนเล่นใน ม.เชียงใหม่ ซักพัก ก็หาไรกิน ร้าน #ChomCafeandRestaurant เป็นอีกหนึ่ง checkpoint ที่เป็นร้าน #MichelinGuide2020 มีรึ cafe hopper อย่างเราจะพลาด (แล้วเราจะ hop ต่อ ถ้ายังยัดลงไปไหวนะ) 

Chom Cafe and Restaurant

Chom Cafe and Restuarant
  • Rating: 4.5/5 stars

ร้านนี้ตกแต่งเป็นแนวคาเฟ่ในสวนที่จัดออกมาแนว tropical moss garden ทั้งต้นไม้ น้ำตก หญ้ามอส แถมมีการปล่อยหมอกออกมาด้วย โอ้ววว Advance มาก เหมือนนั่งอยู่ในหนัง Alice in Wonderland ยังไงหยั่งงั้นเลย เราสามารถเดินเล่นถ่ายภาพบริเวณสวนสวยได้ ทานอาหารไป ชมสวนไป ให้ความร่มรื่น relax ถ้าไม่เกรงใจว่ามีคนรอคิวเยอะนี่จะควักหนังสือออกมาอ่านนั่งชิวละเนี่ยะ

ด้านในค่อนข้างใหญ่ มีหลายโซน ทั้งโซน outdoor และ indoor ซึ่งเอาจริงๆ โซน outdoor ก้อไม่ได้ร้อนอย่างที่คิด เพราะเป็นที่นั่งติดสวน เลยรับได้ถึงความชุ่มชื้น สายลมเย็นๆ พัด สดชื่นมว๊ากกก 

ในส่วนเครื่องดื่ม ก็จัดออกมาได้สวยงาม พร็อบเยอะใช้ได้ ฮาาาา ถ่ายรูปสวยๆ กันไปอีก เราสั่งเครื่องดื่มมาเทสมา 3 อย่าง ซึ่ง 2 อย่างเป็น Chom signature ของเค้า นั่นคือ Chom Dark Night กับ Chom Moon Light และก็เมนูยอดฮิตอย่าง Chom Purple Latte เครื่องดื่มมันม่วง เราก็ไม่พลาดเช่นกัน ในส่วนเครื่องดื่ม เราให้เต็ม 10 เลย อร่อยมว๊ากก ไม่ผิดหวัง

ต่อมาที่เมนูอาหาร เราสั่งเมนู signature เมืองเชียงใหม่อย่าง ข้าวซอยไก่ กับเมนูที่เบสิคอย่าง สเต็กปลาแซลม่อน สำหรับข้าวซอย เราว่าอร่อยกว่าปกตินะ รสชาติเจ้มจ้น ถูกใจวัยโจ๋ ส่วนสเต็กปลาแซลม่อนรสชาติกลางๆ เฉยๆ นะสำหรับเรา

“หนังท้องตึง หน้าตาหย่อน” ประโยคนี้ให้ได้เสมอสำหรับเราสองคน กินอิ่มแล้วยังไงคะ? จะ Hop ต่อก้อแอบง่วง สุดท้ายจบที่กลับโรงแรมไปนอนกลางวันดีกว่า ฮาาาาา นอนก่อน เด๋วไม่มีแรงออกไปกินเย็นต่อ…. 🙂

The Service 1921 Bar & Restaurant

The Service 1921
  • Rating: 4.5/5 stars

ห้องอาหาร #TheService1921 ตกแต่งใน Theme James Bond สไตล์อังกฤษจ๋า ตั้งอยู่ในโรงแรม Anatara Chiang Mai Resort ค่ะ ความโดนเด่นของร้านนี้ อยู่ที่สถานที่ตั้งและความเป็นมาของตัวอาคารแห่งนี้ เพราะมันเคยเป็นสถานกงศุลประเทศอังกฤษมาก่อน สถาปัตยกรรมข้างในจึงเป็นแบบ colonial ซึ่งทาง resort ก็ได้อนุรักษ์มันไว้อย่างดี แถมยังปรับเปลี่ยนเเป็นร้านอาหารไทย-จีนเสฉวน อีกด้วย

Secret agent display
Gadget showcase
Hidden private room

The Service 1921 ห้องอาหารนี้จะตั้งอยู่บนชั้น 2 พอเดินเข้ามา ก็จะป๊ะเข้ากับ Theme สายลับ 007 บนผนังมีรูป secret agent พร้อมกับอุปกรณ์เก๋ๆ ที่พวกสายลับชอบใช้ เช่น ไปป์ที่โฮล์มส์ชอบสูบ นาฬิกาที่พอหมุนไปที่ตัวเลขนึงจะกลายร่างเป็นระเบิดเวลา ปากกาที่พอกดปุ่มแล้วจะมี sling โหนได้ เสื้อสูทกันกระสุน หูกระต่ายเปลี่ยนเสียง (เด๋วๆ อันนี้ผิดเรื่อง) ทั้งหลายเหล่านี้ ที่พูดมาคือ นโมเอาเองนะ ฮาาาา… แต่ได้อารมณ์แบบกำลังดูหนังเรื่อง Sherlock holmes หรือ Kingsman อย่างนั้นเลย นอกจากนั้นยังมี interrogation room ซึ่งยังคงมีโซ่ แซ่ กุญแจมือ ตกแต่งเป็นพร็อบอยู่ โอ้วว ไม่รู้ว่าเคยถูกใช้จริงบ้างรึเปล่านะเนี่ยะ คิคิ 🙂

A hidden room behind the bookshelf
Yeah! That’s cool!

ยังๆ ที่เด็ดอีกอย่างเหมือนในหนังที่เราดูกันคือ “ห้องลับหลังตู้หนังสือ” พอเปิดตู้หนังสือออกมา ด้านในจะมีห้องอีกห้องนึง ซึ่งปัจจุบัน ก็ใช้เป็นห้อง dining แบบ private ตอนเราไป ก็ขอให้พนักงานเปิดให้เราดูค่ะ

คราวนี้มาดู prop บนโต๊ะอาหารกันบ้าง ซึ่งทางร้านก็จัดเต็มไม่แพ้การตกแต่งเลยทีเดียว อย่างรายการอาหารหรือเมนูที่ทำมานี่ก็แบบ เหมือนเอกสาร confidential หรือพวก top secret อะไรแบบนี้ ซองใส่ช้อนส้อมก็เก๋ไก๋ไปอี๊กกก ไม่รู้ว่าข้างในเป็นช้อมส้อมหรือยาเสพติดว๊ะเนี่ยะ ส่วน setting ก็เป็นโทนออกดำๆ ดูลึกลับมาค่าาา

ออเดิร์ฟที่นี่จะเป็น เมี่ยงคำ ค่ะ อร่อยดี อย่างที่เกริ่นไปนะคะ ร้านนี้เป็นร้านอาหารไทยสไตล์เหนือ และอาหารจีนเสฉวน เราก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมมันแหวกแนวกะ theme ตกแต่งแบบนี้นะ เราสั่งมาทั้งหมด 5 อย่าง ประกอบไปด้วย จีน 3 อย่าง ยำเห็ดหูหนูเสฉวนสไตล์, Mabo Tofu, ซุปเกี๊ยวกุ้งหมูสับ และ ไทย 2 อย่าง ลาบปลาดุก กับ บวบผัดไข่ ในเรื่องของรสชาติ จากการสอบปากคำของคุณชาย รสอาหารจีนสไตล์เสฉวนของที่นี่ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในใต้หล้า รสชาติของเค้า original มากๆ โดยเฉพาะเมนูธรรมดาๆ อย่าง Mobo Tofu ที่ทำได้ออกมารสชาติเป็นหนึ่งไม่มีสอง จนเราต้องเรียกพนักงานมาชมเลยทีเดียว ก็เลยทราบว่า เซฟก็เป็นคนเฉินตู มลฑณเสฉวน ingredient ก็เอามาจากเมืองจีนแต้ๆ เน้อ ส่วนเมนูอาหารจีนอื่นๆ ก็อร่อยไม่แพ้กันนะคะ ส่วนสำรับไทย คนปากไทยๆ อย่างเรา เราว่ากลางๆ ไม่ได้โดนเด่น โดยเฉพาะลาบ เราว่ามันควรเปรี้ยวได้มากกว่านี้

ด้านล่างบริเวณชั้น 1 จะมีบาร์ ซึ่งยังคง theme colonial เหมือนเดิม ตกแต่ง theme เดียวกันกับห้องอาหารด้านบน drink แต่ละ drink นี่จะมีการตั้งชื่อตามชื่อ secret agent หรือชื่อ mission ของ spy แต่ละครั้ง เริ่ดอ่ะ!

ถัดจากโซนบาร์จะเป็น wisky showcase ซึ่งจะมีจัดแสดงวิสกี้หายาก แพงระดับเทพ ส่วนใหญ่ก็แบ่งขายไปเป็น shot นะคะ shot ละ 2 พันกว่าๆ ก็มี โอ้ววววว พระเจ้าจอร์ช มันแพงมาก!

ร้านนี้ก็เป็นอีกหนึ่ง #MichelinGuideThailand2020 แนะนำมา ใครสนใจลองทานอาหารอร่อยพร้อมดึ่มดำบรรยากาศสไตล์สายลับอังกฤษก็แวะมาที่นี่ได้นะคะ คุณชายแนะนำอย่างแรง เต็ม 5 ให้ 10


Day 5: Chillax and enjoy the moment

ประตูท่าแพ (Tha Phae Gate)

  • Rating: 3.5/5 stars

เช้านี้ เรามาถ่ายรูปกันที่ประตูท่าแพ 1 ใน 5 ประตูเมืองชั้นในของเมืองเชียงใหม่ #ประตูท่าแพ หรือชื่อเดิมคือ ประตูเชียงเรือก เป็นประตูทางทิศตะวันออก ปัจจุบันเป็นประตูเมืองเพียงแห่งเดียวที่มีบานประตู ที่เรียกว่า “ท่าแพ” เพราะเชื่อกันว่า ทิศตะวันออกของคูเมืองเป็นแม่น้ำปิง เมื่อออกประตูจะพบแพมากมายที่เข้ามาขายของในสมัยก่อน อารมณ์แบบตลาดน้ำนั่นเอง ที่นี่ ดังในหมู่นักท่องเที่ยวและเป็นจุดถ่ายรูปเก๋ๆ อีกจุดหนึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวสายถ่ายรูปแบบเรา เพราะมีแก๊งค์นกพิราบที่โดนจ้างเป็น extra นั่นเอง โดยจะมีชาวบ้านเอาอาหารนกมาโปรย เรียกนักท่องเที่ยวพร้อมบริการถ่ายรูปกะนกให้เสร็จสรรพ แล้วเราจะเหลือหราาา ต้องเข้าร่วมแจมแน่นวล

Magakoro Tea (まごころ茶)

  • Rating: 4/5 stars

อีกหนึ่งสถานที่ยอดฮิตในเชียงใหม่ที่สาย Cafe Hopper ต้องบอกว่า ห้ามพลาด! เพราะร้าน #MagakoroTeahouse นี้ จัดว่าเป็นร้านชาแบบ original ตกแต่งสไตล์ญี่ปุ่นน่ารักๆ ด้านในมีสวนหินเก๋ๆ ให้นั่งจิบชาไป ชมสวนญี่ปุ่นไป

Hipster สายดื่มชา ก็มีตัวเลือกหลายอย่าง ทั้ง Hojicha, Oolong Gaoshan, Gyokurocha และขาดไม่ได้คือ Matcha ซึ่งร้านนี้มีให้เลือกหลายแบบมาก อย่าง Yamayuri (ระดับความขม 4/5), Yamaboshi (ระดับความขม 3/5), Katakuri (ระดับความขม 2/5), Mizuki (ระดับความขม 1/5) มีทั้งแบบร้อน หรือเย็นให้เลือกลิ้มลอง แต่ละอย่าง บอกเลยว่าคุณภาพพรีเมี่ยมแต้ๆ

แน่นอนกว่า จิบชา ก้อต้องไปพร้อมกับของหวานสินะ ร้านมีให้เลือกหลายอย่าง คือน่าทานไปหมด อยากจะสั่งมันทุกอย่าง แต่ทานไม่ไหวแล้วค่ะคุณ เราเลยสั่ง Matcha Roll หน้าตาจิ้มลิ้มน่าลองเป็นยองใยมาลองทาน แค่คำแรกเท่านั้นแหละ บราโว่ เต็ม 5 ให้ 10 อ่ะ คือมันดีย์~~~ ไม่หวาน นุ่นลิ้น กลิ่นหอม ทานแล้วก็อยากกระโดด round off 2 รอบ (เวอร์ไปนิด ขออภัย) หรือใครจะเป็นสายของหวานอย่าง Matcha Parfait ก้อมีให้ลิ้มลองนะคะ

ร้านนี้ เปิด 10 โมงเช้า เราไปก่อนร้านเปิดนิดหน่อย คนรอกันแล้วจร้าาาา พอร้านเปิดปุ๊บ คนก็นั่งเต็มร้านปั๊บ ไม่ถึง 10 นาที โอ้แม่เจ้า ฮิตขนาด~~ ที่ร้านนี้ไม่มีที่จอดนะคะ ต้องจอดริมถนน ใครจะแวะมาก็เตรียมตัวเตรียมใจนั่งรอไว้เลยนะคะ แต่ถ้าไม่อยากรอ แนะนำว่าให้มารอคิวก่อนร้านเปิดเล็กน้อย

จากนั้นเราก็แวะไปซื้อของฝากกันชิวๆ ที่ร้าน #ดำรงค์หมูทอดไส้อั่วแคบหมู ที่ตลาดวโรรส ริมแม่น้ำปิง ก่อนที่จะกลับโรงแรมเพื่อเก็บกระเป๋า และ check-out กลับบ้าน ซึ่งขากลับเราเลือกโดยสารเครื่องบินกลับค่ะ เพราะประหยัดเวลา สำหรับ protocol ในช่วง COVID ก็เหมือนกับหลายๆ ที่นะคะ มีการตรวจอุณหภูมิก่อนเข้าสนามบิน และก็มีนโยบาย Social Distancing เหมือนๆ กับที่อื่น

แม้ว่าสถาณการณ์ COVID19 จะดีขึ้นแล้ว เราก็ขอให้เพื่อนๆ เที่ยวอย่างรอบครอบ สถานที่เที่ยวส่วนใหญ่ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการใส่ mask แต่คนส่วนใหญ่ก็ใส่กันนะคะเพื่อความไม่ประมาท

STAY HEALTHY, STAY SAFE, AND KEEP ON TRAVELING

Amy Yu – Ontheroadstory

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *