เช้าตรูวันหนึ่งที่เมืองซีอาน เราสองคนตื่นตั้งแต่ท้องฟ้ายังคงมืดอยู่ แต่งตัวในชุดจัดเต็ม ทั้งเสื้อกันหนาว กางเกงและรองเท้าสำหรับ hiking โดยเฉพาะ อากาศข้างนอก ณ เวลานี้ 6 โมงเช้าเดือน 12 อุณหภูมิที่ซีอาน ก้อเกือบๆ 0 องศา เราย่างเท้าออกจากโรงแรมกลางเมือง นั่งรถไฟใต้ดิน มุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟ high speed train ของเมืองซีอาน เพื่อไปรับตั๋วรถไฟที่ ticket office แน่นอนว่า สำหรับประชาชนจีน เพียงแค่ซื้อตั๋วรถไฟ online ปกติแล้วสามารถใช้บัตรประชาชนสแกนเข้าประตู และขึ้นรถไฟได้เลย หากแต่เราเป็นชาวต่างชาติ ยังคงต้องใช้วิธีโบราณ คือซื้อ online แล้วไป pick up ตั๋วรถไฟที่หน้าต่าง (หรือไปซื้อที่หน้าต่าง ticket office) ก่อนที่จะเข้าสู่ภายใน terminal 

ประมาณ 7 โมงกว่าๆ หลังจากเรารับตั๋วรถไฟมาแล้วก็เริ่มหิว สายตาสอดส่องหาร้านที่พอจะฝากท้องอาหารเช้า ไม่ช้าก็เห็น Mcdonald’s 

อยู่ชั้น 2 นี่เอง เอาอันนี้แหละ ไม่ต้องลุ้นว่าจะต้องกินเนื้อรสหม่าล่าอะไรต่อมิอะไรอีกรึเปล่า

หลังจากสั่งอาหารจากตู้อัตโนมัติ หย่อนก้นลงนั่ง คุณชายก้อถือโจ๊กไก่ พร้อมน้ำส้มมาเสริฟถึงที่ ได้ซดโจ๊กอุ่นๆ ตอนเช้า ตามด้วยน้ำส้ม ก็คลายความง่วงไปได้เปราะนึง… 

8:35 รถไฟ high speed train ก็มาถึงพอดี … จุดหมายปลายทางของเราวันนี้ อยู่ที่สถานี HuaShanBei มาถึงจุดนี้ เพื่อนๆ คงเดาได้แล้วว่า สถานที่เที่ยวที่เราจะพาทุกคนไปวันนี้ มันคือเขาหัวซานนั่นเอ๊ง…. 

Train from Xian to HuaShanBei (HuaShan)

หัวซาน หรือ ฮว่าซาน ได้ยินปั๊บ ก็พลันนึกถึงนิยายกำลังภายในจีนพีเรียดของกิมย้งปุ๊บ ภาพเหล่าจอมยุทธ ร่ายรำกระบี่ สำแดงวิชาตัวเบา บินไปบินมา ก็ผุดขึ้นมาในหัวทันที ก็เพราะเราถูกปลูกฝังด้วยนิยายจีนของกิมย้งมาแต่เด็ก 5555 เขาหัวซานจริงๆ แล้วตั้งอยู่ไม่ไกลจากเมืองใหญ่อย่างซีอาน (ซึ่งชื่อเดิมก็คือ ‘ฉางอัน’ ที่ฟังแล้วก็ให้เข้าใจว่า นี่ตรูหลุดเข้ามาอยู่ในนิยายจีนรึเนี่ยะ) คือมาทางทิศตะวันออกประมาณ 120 กิโลเมตร จากซีอานนั่งรถไฟ high speed train มาเพียงแค่ 30 นาทีก็ถึงแล้ว จากสถานี HuaShanBei จะมีรถบัสสาย tourist line ซึ่ง … นั่งฟรีนะจ๊ะ นั่งยาวๆ กันไปจนสุดสาย ไปถึงทางเข้าของอุทยานเขาหัวซานเลย ด้วยเหตุที่ เขาหัวซานไม่เหมือนเขาอื่นๆ ตรงที่เป็นเขาที่สูงชะลูด อยู่ดีๆ ก็ชันตั้งบ่าขึ้นไปสูงเสียดฟ้าซะงั้น ขณะที่เรานั่งรถบัสผ่านตัวเมืองที่เป็นที่ราบ จึงสามารถเห็นเขาหัวซานที่เป็นเหมือนกำแพงสูงชะลูดจากหน้าต่างรถบัสได้อย่างชัดเจน จากสถานีรถไฟ รสบัสขับผ่านตัวเมืองยามเช้า ผู้คนออกมาจับจ่ายใช้สอยที่ตลาด ซื้อผักซื้อหมูเพื่อกลับบ้านไปทำอาหารเช้า ผู้ร่วมเดินทางของเราที่ขึ้นๆ ลงๆ รถบัส จึงเป็นคนท้องถิ่นซะส่วนมมาก ใช้เวลาไม่นานประมาณ 15 นาที รถบัสก็พาเราสองคนพร้อมๆ กับคุณลุงคุณป้าที่ถือต้นหอม ผักชี หัวเผือกหัวมันที่เพิ่งซื้อจากตลาดในเมือง มาถึงสถานีปลายทางที่เป็นทางเข้าของอุทยานเขาหัวซาน

ทางเข้าเขาหัวซาน

จากปากทางเข้าอุทยาน เราเดินเข้าไปประมาณ 500 เมตร ก็จะเป็นทางเข้า ticket office ช่วงที่เรามาเป็นฤดูหนาว ซึ่งถือว่าเป็น low season นักท่องเที่ยวจึงบางตามาก ทำให้เราไม่จำเป็นต้องต่อคิวซื้อตั๋วแต่อย่างใด เรารับตั๋วจากคุณชายมา 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นตั๋วเข้าเขาหัวซาน อีกใบเป็นตั๋วรถบัสที่วิ่งภายในอุทยาน… แน่นอนว่าจากปากทางเข้าจนถึงตีนเขาซึ่งเป็นจุดขึ้นกระเช้า ทุกคนจะต้องนั่งรถบัสที่ทางอุทยานเตรียมไว้ให้ เค้าไม่อนุญาติให้รถส่วนตัวเขามาวิ่งภายใน

ตั๋วขาเข้าและตั๋วรถบัส

ปกติแล้ว คนส่วนใหญ่จะเลือกเที่ยวเขาหัวซานแบบ 2 วัน คือวันแรกเดินขึ้น (หรือนั่งกระเช้าขึ้น) ไปค้างบนเขา เช้าวันต่อมาไปดูพระอาทิตย์ขึ้น และเดินเที่ยวบนเขาจึงค่อยลงเขาตอนเย็น แต่ แต่… เราสองคน แน่นอนว่า เป็นสายชิว ไม่มีการเตรียมตัวใดๆ บวกกับการค้างคืนบนเขา ก็ไม่เป็นที่โปรดปรานของคุณชายจอมเยอะของเรา ดังนั้น แผนการแบบนี้จึงเป็นอันพับไป เราสองคนจึงมาท่าแบบไปเช้ากลับเย็น ซึ่งฟังตอนแรกก็รู้สึกว่า 

ตรูจะไหวหรอว๊ะ?

และก็เป็นดังคาด กลับมาเกือบเดี้ยง ขาแทบพิการ แถมต้องบินไฟล์ทดึกกลับกรุงเทพต่ออีก แต่นั่นเป็นเรื่องหลังจากที่เรากลับมาแล้ว ฮาาาา

ยุคสมัยนี้ แน่นอนว่าประเทศจีนก้าวหน้าไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยก่อน ครั้งยังเยาว์ จำได้ว่ามาประเทศจีนนี่ ยังเอาอุนจิรดผักอยู่เลยจ้า บัดนี้ wechat alipay  สังคมไร้เงินสด ก็มาสิจ๊ะ ล้ำไปอีกค่าคูณ ที่เที่ยวส่วนใหญ่ในประเทศจีนก็มีการสร้างกระเช้า ลิฟท์ บันไดเลื่อน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยวกันไปอี๊ก แน่นอนว่า ที่เขาหัวซานแห่งนี้ก็ไม่เว้น หากแต่…. จะสร้างทั้งที ทำไมไม่สร้างให้มันครบทุกเขาหล่ะพี่! ดันสร้างกระเช้าขึ้นจากแค่ตีนเขาข้างล่าง แต่ข้างบนระหว่างเขาสูงชันด้วยกันเอง กลับไม่สร้าง! เดาว่าคงอยากจะคงความขลังและเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขาหัวซานเอาไว้ นั่นหมายความว่า สองขาของเรายังคงต้องไต่บันไดหินเป็นหมื่นๆ ขั้น จากยอดเขาหนึ่งไปยังอีกยอดหนึ่ง

นี่คงเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกวิทยายุทธ์สินะ… (กิมย้งไม่ได้กล่าว)

แผนที่เขาหัวซาน

รถบัสของอุทยานพาเรามาลงตรงตีนเขาพอดี จุดๆ นี้คุณมี 2 ทางเลือกคือ 1. เดินขึ้นเขา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 5-6 ชั่วโมง (จากที่เค้าเขียนไว้นะ ไม่รู้ใช้ใครเป็นคนวัด หากเป็นเราอาจจะต้องคูณ 2 หรืออย่างไร ไม่ทราบได้ และไม่คิดจะ validate) หรือ 2. นั่งกระเช้า แน่นอนว่า ไม่จำเป็นต้องใช้หัวสมองคิด แค่ใช้ไขสันหลังคิด เราก็เลือกทางที่สองอย่างไม่ต้องลังเล โดยปกติแล้ว เส้นทางการ hike บนเขาหัวซานแบบ optimal ที่สุด เห็นจะเป็นการขึ้นกระเช้าทางด้านเหนือ (North-route cable way) จากนั้นเริ่มเดินจาก North Peak > Middle Peak > East Peak > South Peak > West Peak และลงกระเช้าที่ด้านตะวันตก (West-route cable way) เป็นอันครบทุกยอด (หรือจะกลับกันก็ได้) หากแต่กระเช้าในหน้าหนาวที่เรามานี้ เปิดเพียงฝั่ง North เพียงฝั่งเดียวเท่านั้น ทำให้การแพลน hike บนเขาหัวซานจะต้องมีการเดินซ้ำทางเก่า

กระเช้า (East-route cable way)

กระเช้าพาเราขึ้นสูงจากระดับน้ำทะเลมาประมาณ 1600 เมตร ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 10 นาที เราก็ถึงยอดเป่ยฟง (North Peak) เขาหัวซาน ด้านบนประกอบไปด้วยยอดเขา 5 ยอดด้วยกัน โดยแต่ละยอดจะเชื่อมกันด้วยทางเดินและบันไดหินเท่านั้น นั่นแปลว่า ต่อจากนี้ เราจะต้องพึ่งสองขาที่ไม่เคยผ่านการออกกำลังกายมาตลอดทั้งปีสินะ …

ยอดทิศเหนือ หรือ เป่ยฟง (North peak) สูง 1,614 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นยอดที่เหมือนเป็นประตูหน้าของหัวซาน จุดจอดกระเช้าก็อยู่ที่นี่เช่นกัน จุดๆ นี้เดินขึ้นเขาต่อไปอีกเล็กน้อย เป็นที่ที่เค้าเคลมว่าเป็น The best sightseeing in Hua Shan Mountain นอกจากนั้นยังมีโรงแรมบริการนักท่องเที่ยวอีกด้วย

เป่ยฟง (North Peak)

หลังจากเราลงจากกระเช้ากัน เบื้องหน้า ก็พบกับบันไดมากมาย พาดตัวตัดกับเขาลูกแล้วลูกเล่า หันหลังไปก็อดอ้าปากหวอไม่ได้

สมแล้วที่กิมย้มยกให้ที่นี้เป็นที่ฝึกวรยุทธิ์ ก็มันสูงเสียดฟ้าซะขนาดนี้ 

จากยอดที่เราอยู่ มองไปไกลๆ แทบไม่มียอดไหนสูงเทียมยอดนี้อีกแล้ว เบื้องล่างไกลๆ เป็นที่ราบลุ่ม มีบ้านเรือนตัวเมืองอยู่ลิบๆ แถมมีกลุ่มฝุ่น PM 2.5 ลอยเหนือตัวเมืองเป็นอีกชั้นอีก เห้อออ มองไปก็ได้แต่เศร้าใจแทนตัวเอง “แล้วปอดตรูจะยังอยู่ได้นานอีกเท่าไหร่

เราเริ่มเดินไต่เขา จุดหมายปลายทางแรกอยู่ที่จุดชมวิวที่ เป่ยฟง แน่นอนว่าเพราะมันใกล้สุด เดินขึ้นบันไดหินไปไม่นาน ไม่นานจริงๆ นะ แค่ 15 นาที ก็ถึงจุดชมวิวของเป่ยฟง คนมากมายเบียดเสียดยัดเยียด ดีที่ยังมีรั้วล้อม ไม่งั้นคนตกเขาตายคงเป็นเรื่องที่หาดูได้ง่ายในย่านนี้เป็นแน่ หากแต่ถ้าแลกมาด้วยวิวยอดเขาสูงเสียดฟ้า ที่แต่งแต้มไปด้วยเรือนไม้และเก๋งจีนบนยอดเขาแต่ละยอด มีบันไดหินทอดตัวยาวขนานไปกับไหล่เขาเช่นนี้ ก้อเข้าใจว่า ทำไมผู้คนมากมายถึงได้หลั่งไหลมาเยี่ยมชมวิวอันตระการตาแบบนี้ เพราะมันหาชมที่อื่นได้ยากจริงๆ

ทิวทัศน์จากยอด เป่ยฟง (North Peak)
ทางเดินเชื่อมจากเป่ยฟง (North Peak) ไปจงฟง (Middle Peak)

เราสองคนใช้เวลาไม่นานที่ยอดเป่ยฟง เพราะค่อนข้างมั่นใจว่า นี่เป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของการทรมานน่องและเข่าของวันนี้เท่านั้น ว่าแล้วก็ก้าวเท้ายาวๆ มุ่งหน้าสู่ยอด จงฟง

ยอดกลาง หรือ จงฟง (Middle Peak) สูง 2,042 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล เป็นยอดทางแยกเพื่อไปยังยอดตะวันออก หรือตะวันตก ตามหลักการแล้ว จากยอดเป่ยฟงถึงยอดจงฟง ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง โดยจะต้องเดินผ่านสันเขาน้อยใหญ่ ส่วนมากจะเป็นแนวขึ้นเขาซะมากกว่า และสันเขาที่ถือว่าหวาดเสียวมากสำหรับนักเดินเขามือสมัครเล่นอย่างเรา เห็นจะเป็นส่วนที่เรียกว่า หลังมังกร 

Dragon’s back

ด้วยความที่ทางเดินค่อนข้างชันและแคบมาก ซ้ำซ้ายขวายังเป็นเหว ประกอบกับขั้นบันไดหินที่มันถูกสร้างมาแบบไม่ได้มาตรฐานคือ บางขั้นกว้าง บางขั้นแคบถึงขนาดยืนเฉยๆ ยังไม่เต็มเท้าเลย จึงมีคนบอกกล่าวกันว่า แม้หัวซานจะไม่ได้กว้างใหญ่ไพศาลเหมือนเขาที่อื่นๆ แต่ก็เป็นที่ทราบกันว่า การปีนเขาหัวซานนั้น อันตรายมากที่สุดในยอดเขาหลายๆ ยอดในประเทศจีน ด้วยเหตุนี้บริเวณหลังมังกร ทางอุทยานจึงให้ทางเดินช่วงนี้เป็นแบบ oneway คือเดินขึ้นได้อย่างเดียว ส่วนขากลับจะต้องเดินอีกทางนึง

บางช่วงก็จะมีปีนเขาแบบแนวตั้ง

ระยะเวลาผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมงเห็นจะได้ เราก็เดินๆ พักๆ สลับหยุดนิ่ง ไปตลอดทาง…

ทำไมไม่ถึงตงฟงซะทีฟร่ะ…

นั่งไป หอบไป บ่นไป โชคดีที่ระหว่างทางก็มีร้านค้าเป็นระยะๆ ร้านส่วนใหญ่จะมีที่นั่งให้พักขา เราก็จัดไปเกือบตลอดทาง จนกระทั่งเรามาถึงจุดหินช้างแม่ลูก ใช่แล้ว หินก้อนยักษ์ก้อนนี้ แลดูแล้วเหมือนแม่ช้าง ส่วนก้อนเล็กๆ ที่อยู่ใกล้กันนี่เองก็เป็นหินลูกช้างนั่นเอง

หินช้างแม่ลูก

อย่างที่เราเกริ่นไว้ตั้งแต่แรก คนส่วนใหญ่จะมาค้างที่บนเขาหัวซานเพื่อรอชมพระอาทิตย์ขึ้นทำให้ตลอดเส้นทางที่เราเดินมา จะพบกับโรงแรมหรือที่พักเป็นระยะๆ โดยค่าที่พักบนเขาหัวซานจัดว่าแพงมากถึงมากที่สุดเมื่อเทียบกับคุณภาพและบริการที่ได้รับ ขึ้นอยู่กับฤดูกาล หรือบางคนเป็นสายลุยหน่อย จะกางเต้นท์นอนก็ย่อมทำได้  แต่มาหน้าหนาวแบบนี้ กางเต็นท์นอนท่ามกลางอุณภูมิที่ติดลบ คงได้แต่โบกมือบราย

เวลาล่วงเลยมากว่า 2 ชั่วโมงก็ยังไม่ถึงจงฟง (middle peak) เห็นจะเป็นเพราะเราเดินสลับหยุดนิ่ง และเวลาหยุดนิ่งนี่ นิ่งนานไปหน่อย กว่าเราสองคนจะหอบสังขารที่ไม่ชินกับการเดินขึ้นบันไดอย่างต่อเนื่องไปถึงจงฟง เวลาก็ปาไปเกือบบ่ายสอง นั่นหมายถึงเราเลยเวลาอาหารเที่ยงไปแล้วเรียบร้อย จุดๆ นี้ ขาก็เริ่มสั่นผับๆ มองหน้ากันไปมาเป็นเชิงถามว่า  

ไหวมั้ย? จะไปต่อมั้ย? หันหลังกลับมั้ย? แต่เหยยย มาได้แค่สองยอดเองนะ? 

แม้การฝึกวรยุทธ์ครั้งนี้จะลำบาก แต่สิ่งที่ได้มาเห็นกับตานั้น ช่างเกินคุ้ม

ว่าแล้ว เราสองคนก็ตัดสินใจเติมพลังก่อนดีกว่า เราทานอาหารกลางวันกันง่ายๆ ด้วยความรวดเร็วที่ร้านค้าแห่งหนึ่งระหว่างทางแถวๆ ยอดจงฟง  เพราะเมื่อมองนาฬิกา เห็นว่าเรามีเวลาเหลือไม่มากแล้วที่จะต้องพิชิตยอดที่เหลือ บวกกับต้องเดินย้อยกลับไปเป่ยฟงที่เป็นทางลงของกระเช้า ก่อนที่กระเช้าจะปิดเวลา 6 โมงเย็น นั่นหมายความว่า ถ้าเราพลาดกระเช้าเที่ยวสุดท้าย  เราจะต้องค้างเติ่งอยู่บนเขาจนกว่าวันพรุ่งนี้ และจะต้องพลาดเที่ยวบินกลับไทย…

มีเวลาอีก 3 ชั่วโมงเท่านั้น เอาไง?

ก็มาแล้ว ก็ไปต่อละกัน แต่รีบๆ หน่อย

ว่าแล้วเราสองคนก็สาวเท้ายาวๆ กว่าเดิม เร่งฝีเท้าให้เร็วกว่าช่วงเช้า ตอนนี้ ท้องอิ่มแล้ว สองเท้าก็เมื่อยจนชาไปแล้ว เดินต่ออีกหน่อยจะไปไรไป จากจงฟงถึงซีฟงใช้เวลาไม่นาน และเป็นทางขึ้นๆ ลงๆ เขา ไม่ใช่ขึ้นอย่างเดียว ทำให้เราใช้เวลาไม่นานก็ถึงยอดชีฟง

ซีฟง (West peak)

ยอดทิศตะวันตก หรือ ซีฟง (West Peak) สูง 2,038 เมตร เป็นยอดเขาที่เค้าว่า สวยที่สุดของหัวซาน เป็นยอดที่เราเห็นจากในรูปแล้วทำให้เกิดความคิดว่า ครั้งหนึ่งในชีวิต… เราต้องมาหัวซานแล้วว่ะ จากนั้นก็คุกเข่าต่อหน้าคุณชาย วอนขอให้พามา ยอดนี้มีลักษณะเด่นอยู่ที่รูปร่างคล้ายกับดอกบัว ด้านบนมีที่พำนักที่สร้างแบบอารามจีน แถมยังมีแนวบันไดเรียงตัวยาวเหมือนจะขึ้นไปสววรค์ชั้นฟ้ายังไงหยั่งงั้นเลย

มาหน้า low season ก็ดีเยี่ยงนี้
ศาลาพักขาที่ซีฟง (West Peak)

ผลจากการเร่งฝีเท้าของเราสองคน เราจึงใช้เวลาเพียง 45 นาทีเท่านั้นก็มาถึงที่ยอดซีฟง สวยสมคำร่ำลือ เวลานี้นักท่องเที่ยวเริ่มบางตา ทำให้เรา ไม่ต้องเบียดเสียดยัดเยียดกันขึ้นเขา ด้านบนยอดซีฟง มีโรงแรมและจุดนั่งพักขาชมวิวอย่างดี แถมคนยังไม่เยอะอีกด้วย เราสองคนนั่งชมวิวไปพลาง ถ่ายรูปไปพลาง พอหายเหนื่อยก็ปาไป 4 โมงกว่าแล้ว 

ยอดเขาซีฟง (West peak)

จุดๆ นี้ เรายังเหลือยอดหนานฟง (South Peak) และตงฟง (East Peak) ดูจากเวลาแล้ว รวมสองยอดแถมต้องเดินกลับไปเป่ยฟง (North Peak) เห็นจะไม่ทัน เราเลยขอแค่อีกยอดเดียวที่อยู่ติดกับชีฟงซึ่งจากแผนที่ เขียนว่าใช้เวลาเพียง 30 นาที ว่าแล้ว เราก็ออกเดินอีกครั้ง

หนานฟง (South Peak)

ยอดทิศใต้ หรือ หนานฟง (South Peak) เป็นยอดที่สูงที่สุดของหัวซาน คือ สูงกว่า 2,154 เมตร ที่ยอดนี้เอง มีอักษรสลักบนพื้นมากมาย (อ่านไม่ออก คุณชายก็คร้านที่จะแปลให้ฟังอีก) ดูแล้วก็ให้ความขลังไปอีกแบบ

วิวทิวทัศน์จากยอดหนานฟง (South peak)

วิวทิวทัศน์ที่จุดๆ นี้ เรียกได้ว่า breathtaking จริงๆ เขาหินสูงแซมด้วยต้นไม้ที่งอกออกมา กรอปกับยอดเขาสลับซับซ้อนเป็นฉากหลัง แต่งแต้มไปด้วยราวบันไดที่ผูกด้วยคำอทิษฐานผ้าสีแดงและพวกกุญแจคู่รักที่เชื่อกันว่า การคล้องกุญแจสลักชื่อแล้วโยนลูกกุญแจลงไปเบื้องล่าง จะทำให้คู่รักนั้นรักกันยาวนาน ยิ่งเป็นการเพิ่มความขลังของเขาหัวซานเข้าไปใหญ่

เราใช้เวลาไม่นาน ชื่นชมธรรมชาติเหล่านี้ ก็เห็นทีจะต้องจ้ำอ้าวกลับไปยังเป่ยฟง จุดขึ้น-ลงกระเช้า ซึ่งจะต้องไปถึงก่อน 6 โมงที่เป็นเวลาปิด ทำให้เราพลาดยอดเขาสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย

ยอดซีฟงที่ถ่ายจากทางเดินไปหนานฟง

ยอดทิศตะวันออก หรือ ตงฟง (East Peak) สูง 2,100 เมตร ว่ากันว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นในฝันของนักปีนเขาหลายๆ คน ทั้งยังมีเก๋งประชันหมากรุก (下棋亭) ที่มีตำนานอันระบือลือลั่นที่ว่า “อดีตกาลชาวหัวซานไม่จ่ายภาษี ฮ่องเต้ก็ไม่มีปัญญาจัดการ” อีก (อ่านรายละเอียดได้จากบทความ บันทึกความทรงจำจาก ‘หัวซาน’) อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในฉากหนังสือนิยายกำลังภายในหลายๆ เรื่อง ระหว่างทางจากหนานฟงไปตงฟงยังมีจุดดังอีกแห่ง ซึ่งเป็นจุดท้าทายความกล้าของนักปีนเขา ซึ่งจะเป็นการปีนลัดเลาะเขาด้วยแผ่นไม้เพียงไม่กี่แผ่น เป็นที่น่าเสียดายมากที่เราไม่ได้ไป …

สงสัยต้องมารอบสองสินะ … (คุณชายไม่ได้กล่าว)

Sky walk trail
ที่มาของรูป https://unusualplaces.org/the-road-to-heaven-huashan-mountain/

ตะวันใกล้ลับขอบฟ้า เราสองคนยิ่งเร่งฝีเท้าลงเขา ด้วยกลัวว่าจะไม่ทันกระเช้าเที่ยวสุดท้าย หากแต่ยังไม่ลืมที่จะชื่นชมวิวทิวทัศน์ขาลงเขา ที่เวลานี้ อารามจีน (คาดว่าเป็นที่พักแห่งหนึ่ง) บนยอดเป่ยฟงถูกฉาบด้วยสีทองอร่ามของตะวันที่กำลังจะลับขอบฟ้า…

Sunset on North Peak

เราสองคนมาถึงตรงจุดขึ้น-ลง กระเช้าตอนเกือบจะหกโมงเย็นพอดี เวลานี้ขาสองข้างของเรานิ่มไปหมด ยืนเฉยๆ แทบไม่ได้ อ่อนยวบยวบ เข่ายิ่งไม่ต้องพูดถึง ปวดจนแทบงอไม่ได้แล้ว เห็นสภาพตัวเองก็โทษใครไม่ได้ ได้แต่โทษตัวเองว่า ไม่เจียม… เอาเป็นว่า ภายใน 1 วัน สายชิวแบบเราได้ 4/5 ยอดก็ถือว่าไม่เลว เพราะจริงๆ เกือบถอดใจตั้งแต่ยอดที่ 2 

หกโมงกว่า เราลงไปถึงตีนเขา บัดนี้ตะวันได้ลับฟ้าไปแล้ว บรรยากาศร้านรวงระหว่างทางก็ปิดตัวลงไม่คึกคักเหมือนเมื่อเช้าที่เรามา เราออกจากเขาหัวซานมาด้วยรถบัสของอุทยานเช่นเดิม และต่อด้วยรถเมล์ฟรี เราหันหลังกลับไปมองเขาหัวซานที่บัดนี้ ปกคลุมไปด้วยความมืด ฉาบด้วยแสงพระจันทร์อ่อนๆ พลางคิดในใจ

หัวเข่าตรู ยังอยู่มั้ย?

จากนั้นก็ได้แต่เดินกะย่องกะแย่งลงจากรถเมล์ไปยังสถานีรถไฟเพื่อกลับไปยังซีอาน

อาหมวยคนเดิมคนดี ที่ตอนนี้เขาเสื่อมไปแล้วครัช

และแล้ว การฝึกวรยุทธ์ที่เขาหัวซานของเราก็จบแต่เพียงเท่านี้ แม้วิชาตัวเบาของเรายังไม่เข้าขั้น แต่ถือว่าเป็นการชดใช้ที่ไม่ได้ออกกำลังกายมาทั้งปีแบบนี้ก้อได้หร๋อ~~~~

Direction to mount Hua Shan

สำหรับเพื่อนๆที่สนใจจะไปเที่ยวเขาหัวซานจริงๆแล้วไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ไปก็ได้ค่ะ ไปง่ายมากกก

  1. สามารถนั่ง High speed train จากซีอานแค่ครึ่งชั่วโมง แนะนำว่าซื้อตั๋วจาก Ctrip เพราะคุณสามารถจองที่นั่งได้เลย แต่ต้องเสียค่า processing fee นิดหน่อย รวมๆ แล้วตกคนละประมาณ 100 หยวน (ที่นั่งเป็นแบบ First Class)
  2. ออกจากสถานีไฟ ไม่จำเป็นต้องว่าจ้างแท็กซี่นะคะ เค้าจะมีรถเมล์ฟรีบริการ เป็น tourism line เดินจากหน้าสถานีไปไม่ถึง 5 นาทีจะถึง bus terminal สาย 1 หรือ 2 ก็ได้ไปถึงทางเข้าอุทยานเขาหัวซาน
  3. จากทางเข้าอุทยาน เดินไปประมาณ 5 นาทีจะถึงที่ซื้อตั๋ว ราคา Entrance ticket 100 หยวน ค่ารถบัสในอุทยานขาละ 20 หยวน (ไปกลับ 40 หยวน)
  4. พอลงรถบัสก็เดินไปขึ้น cable car ขาละ 45 หยวน (ซื้อแบบไปกลับจะเหลือ 80 หยวน)

ขอบคุณที่ติดตามอ่าน สำนวนการเขียนรอบนี้ออกแนวนิยายไปหน่อย คืออินจัด แล้วพบกันใหม่ทริปหน้า ไจ้เจียน 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *