Marrakech เมื่อพูดถึงชื่อนี้ สิ่งที่แว๊บเข้ามาในหัว คงจะหนีไม่พ้น ต้นปาล์ม ตึกสีทรายแดง ต้นมะกอก และสภาพเมืองตากอากาศ อะไรเทือกนี้ ซึ่งการมาเยือนโมร็อคโคครั้งนี้ เป็นการมาตาม  bucket list ของแม่บ้าน เราเริ่มการเดินทางอันแสนยาวไกลร่วม 2 พันกว่ากิโลที่เมือง Marrakech… เมืองที่ได้ชื่อว่า Red City of Morocco หรือบางคนกล่าวไว้ว่าเป็น The Red Pearl of the South หมายถึงไข่มุกสีแดงในแดนใต้นั่นเอง…

เครื่องบินลงที่ Casablanca Mohammed V International Airport เราทำการ Pick Up รถเช่าที่จองมาล่วงหน้าที่สนามบินนี้ รถที่เราจองเป็น Jeep Cherokee ซึ่งคาดว่าน่าจะใส่กระเป๋าของเราทั้ง 4 คนจนหมด สุดท้าย แอบมีลุ้นเพราะใส่หมดก้อจริง แต่อีผ้าใบที่ไว้คลุมท้ายแอบใส่ไม่ได้ อีเจ้าหน้าที่ยัดอยู่นาน สุดท้ายก้อใส่เข้าไปจนได้ เห้อออ  นึกว่าจะไม่รอด  และแม้ว่าเราจะลงเครื่องที่ Casablanca แต่จุดมุ่งหมายแรกของเราเป็นเมือง Marrakech โดย Road trip ของเราครั้งนี้จะขับวนทวนเข็มนาฬิกา เริ่มจากใต้สุดคือเมือง Marrakech ไปตะวันออก ขึ้นเหนือ และจบทริปด้วยการล่องใต้มาจรดที่ Casablanca นั่นเอง

การเช่ารถที่โมร็อคโค เราโทรมาถามก่อนไป บางเจ้าบอกว่าถ้าเป็นใบขับขี่ไทย ต้องใช้ international driver license ด้วย บางเจ้าบอกว่าไม่ต้อง เราเลยทำไว้กันเหนียว สุดท้าย เจ้าที่เราเลือกใช้คือ Europe Car ไม่ได้ขอ international driver license ตอนที่เราเอารถออกมา

 

Marrakech เมืองนี้สมกับเป็นเมืองตากอากาศของขาวยุโรปจริงๆ ถนนเชื่อมระหว่าง Casablanca กับ Marrakech ก้อเรียบดีเกิ้นนนน จนเรานึกว่า ทั้งประเทศเป็นถนนแบบนี้ (ซึ่งจริงๆ แล้ว…”ไม่ใช่” ฮาาา) วิวสองข้างทางก้อแบบ นี่มัน Tuscany ชัดๆ คือเป็นเนินเขาสีเขียวสุดลูกหูลูกตา ดูแล้วไม่เหมือนอยู่ทวีปอัฟริกาซักนิ๊ดดด เอาเป็นว่า ลงเครื่องมาขับรถมุ่งหน้าไป Marrakech นี่ ประทับใจจอร์ชมาก เราใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงก็ถึง โดยเราอยู่ Marrakech กัน 2 คืน จุดเที่ยวหลักๆ มีดังนี้

 

MEDINA DE MARRAKECH

Rating: 

เมื่อมาเที่ยวประเทศโมร็อคโค แน่นอนว่าการเดินเที่ยวใน Medina หรือเขตเมืองเก่า เห็นจะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับคนที่ไม่เข้าใจว่า “เมดิน่า” คืออะไร จริงๆ แล้ว เมดิน่าคือเขตเมืองเก่าซึ่งโดยปกติแล้วจะล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง ข้างในจะเป็นเมืองซึ่งมีทั้งบ้านคน โรงเรียน มัสยิต ตลาด และอื่นๆ โดยจะเชื่อมกันด้วยตรอกซอกซอยเล็กๆ ซึ่งโดยปกติจะเป็น Car-free area เพราะมันแคบมาก พบได้ในเมืองใหญ่ๆ ในทวีปอัพฟริกา ที่ไม่ใช่แค่โมร็อคโค

เขตเมืองเก่าของเมือง Marrakech แห่งนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยกำแพงอันสูงลิ่วสีทรายแดง สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 12 ซึ่งปัจจุบัน มันยังเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองอยู่ ด้วยความยาวทั้งหมด 18 กิโล มี gate ทั้งหมด 20 ประตู คือมันเป็น A-Must จริงๆ เพราะจะทำให้คุณเห็นความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างเมืองเก่าและเมืองใหม่ ทั้งสถาปัตยกรรม และความเจริญอื่นๆ หรือถ้าใครไม่อยากเดิน เค้าจะมีรถม้าให้เช่านั่ง ชมเมืองโดยรอบเช่นกัน สำหรับเรา กิจกรรมหลักๆ ก็คือเดินถ่ายรูปตามมุมโน้นมุมนี้ ซอกหลืบไหนดูแล้วสวย เราก็ไม่พลาด กิกิ

 

BAHIA PALACE

 

Rating: 

พระราชวังบาเฮีย (กรุณาอย่าออกเสียงผิด) – พระราชวังที่ยังคงความสมบูรณ์ตั้งแต่สมัยก่อน สร้างโดย Si Moussa ในช่วงปี 1866-1867 มีห้องทั้งหมด 150 ห้อง รวมถึงฮาเร็มที่เรียกว่า Court of Honour ข้างในตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสีสันฉูดฉาด กินอาณาบริเวณกว้างขวาง ซึ่งตั้งอยู่ในส่วนของเมดิน่า (เมืองเก่า) นั่นเอง ตอนแรกเราให้ google นำทางไป ปรากฏว่า มันให้เราขับรถผ่าเข้ากลางเมดิน่าเลย โอ้วววว หลงเข้าไปติดอยู่ข้างในซอยแคบมว๊ากกกก กว่าจะออกมาได้ แทบจะกวาดกระถางต้นไม้ข้างทางไปทั้งแถบ แต่คนโมร็อคโคก็ใจดีมาก ร่วมใจกันโบกรถให้เราตลอดทาง แม้ว่าภาษาที่เค้าใช้โบกจะเป็นภาษาอาราบิก ซึ่งเราก้อต้องใช้ skillในการเดาว่า “$%#@%” อันนี้ น่าจะแปลว่า “ถอยๆๆ” หรือ “*&@%$^” อันนี้ น่าจะแปลว่า “หยุด” สุดท้าย แนะนำว่าให้จอดรถข้างนอกเมดิน่าแล้วเดินเข้าไปหรือนั่งแท็กซี่ไปลงหน้าทางเข้าดีกว่า

 

 

MAJORELLE GARDEN (Jardin Majorelle)

Rating: 

Majorelle Garden หรือ Jardin Majorelle เป็นอีกที่เที่ยวที่เป็น A-Must ของเมืองมาราเกช สวนแห่งนี้เป็นที่รวบรวมพันธุ์ไม้นานาจากทั่วโลก โดยเฉพาะต้นกระบองเพชรนับพันต้น หลากหลายสายพันธุ์ มีสวนบัว และป่าไม่ดูร่มรื่น กับบรรดากระถางดินที่ศิลปินเจ้าของเดิม Jacques Majorelle ที่สรรหาสีมาป้ายทาทับ ตกแต่งทำให้สวนแห่งนี้ดูโดดเด่นสะดุดตาขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ สวนแห่งนี้เดิมเป็นบ้านของศิลปินชาวฝรั่งเศส ที่เขาสร้างบ้าน และสวนเอาไว้อยู่เอง พร้อมสร้างงานศิลปะของเขาต่อมาสถานที่แห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ รวบรวมเอาศิลปะของโมร็อคโคไว้ และมีมุมแสดงงานศิลปะของเจ้าของเดิมเอาไว้ด้วย เป็นที่ที่เดินถ่ายรูปได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อเลย มีมุมโน้น มุมนี้ให้ถ่ายเรื่อยๆ ถ้าจะจัดชุดมาถ่ายรูปก็ดูสีให้เข้าด้วย ด้านในจะมีคาเฟ่เก๋ๆ แนวคาเฟ่ในสวนให้คุณไปนั่นจิบกาแฟยามเช้าอีกด้วย

 

 

เวลาซื้อตั๋ว คุณสามารถซื้อแบบ combo ประกอบไปด้วย Majorelle Garden + Berber Mesuem + YSL museum พร้อมกันเลยในราคา 180 DH สำหรับที่จอดรถ คุณสามารถจอดรถในซอยใกล้ๆ ได้เลย สะดวกมาก แนะนำให้ไปตอนเช้าๆ เพราะคนยังไม่เยอะ ไม่ต้องแย่งมุมกันถ่ายรูป ถ้าคุณเป็นสายถ่ายรูป รับรองว่าที่นี่อยู่ได้เรื่อยๆ แน่นอน

 

YVES SAINT LAURENT MUSEUM

 

Rating: 

ติดๆ กับ Majorelle Garden จะเป็น Yves Saint Laurent Musuem ถ้าใครอินๆ กับ Fashion ก้อคงจะเพลินไปกับ collection ต่างๆ เค้าแน่นอน เพราะด้านในมีจัดแสดง collection ดังๆ ของ YSL ธีมการจัดจะเป็นสีดำ เพราะเป็นสีโปรดของนาง มีฉายหนังสั้นพูดถึงประวัติย่อๆ ของนางว่าเคยทำงานกะ Dior มาก่อน สุดท้ายโดนไล่ออก จนมามี Brand YVES เป็นของตัวเอง นอกจากนั้นก็มีร้าน gift shop ขายพวกกระเป๋า collection แปลกๆ  หนังสือ ผ้าพันคอ เครื่องหนังนิดหน่อย

 

SAADIENS TOMBS

 

Rating: 

ที่นี่บอกเลยว่า ไม่มีไรเลย คือมันเป็นสุสานแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Saadian Tombs) เป็นที่ฝังพระศพของกษัตริย์และเหล่าเชื้อพระวงศ์ในสมัยราชวงศ์ซาเดียน สถานที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมากกว่า 2 ศตวรรษ ภายหลังได้รับการบูรณะ และเปิดให้เข้าชมความงดงามของงานศิลปะแบบมัวริช(Moorish) แท้ๆ ด้านในมี 3 hall ซึ่ง Hall ที่เก็บศพของซาเดียน และลูกชายสองคนนั้น เค้าไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไป จะมีเจาะรูช่องเล็กๆ ขนาดคนนึงเข้าไป 1 ช่อง ดังนั้นจะต้องต่อคิวเข้าไปดูทีละคน เสียเวลาสุดๆ ไม่คุ้มกะค่าเข้า 70 DH เลย แต่ถ้าใครมีเวลาว่างจัด จะแวะไปดู ก้อต้องจอดรถนอกเมดิน่า แล้วเดินเข้าไป ทางเข้าอยู่ ติดกับ Moulay El yazid Mosque อย่าเข้าผิดนะ

 

KOUTOUBIA MOSQUE

Rating: 

มัสยิดใหญ่เก่าแก่ที่สุดในเมืองไม่ว่าจะเดินไปแห่งใดในตัวเมืองก็จะเห็นมัสยิดนี้ได้ จากหอวังที่มีความสูง 226 ฟิต (70 เมตร) อันนี้ไม่มีอะไรมาก ด้านใน Mosque ให้แค่คนมุสลิมเข้าเท่านั้น เราจึงไม่ได้เข้าไป ด้านนอกเป็นลานกว้างๆ ธรรมดา คนเมือง Marrakech ก้อดูเหมือนจะเอาเป็นพี่พักผ่อนหย่อนใจกันที่นี่ สามารถไปพร้อมๆ กับ Jemaa el-Fnaa ได้เลยเพราะอยู่ติดกัน

 

JEMAA EL-FNAA

Rating: 

ที่นี่เป็นจัตุรัสกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ รายล้อมไปด้วยอาคาร ร้านค้า ตลาด ทั้ง 4 ด้าน Unesco ยังได้ประกาศให้ตลาดแห่งนี้เป็น ‘Masterpiece of World Heritage’ ในปี 2001 เพราะความที่ตลาดแห่งนี้เป็นเหมือนตลาดที่ไม่มีวันหลับ และยังคงความมีชีวิตชีวา มีสีสันและกลิ่นอายแบบโมร็อคโคขนานแท้ สำหรับเพื่อนๆ ที่มีแพลนไปเยือน Marrakech เราแนะนำว่ามีสิ่งที่เพื่อนๆ ต้องทำ 3 อย่างด้วยกันคือ

 

  1. ไปกินน้ำส้มคั้นและน้ำผลไม้อื่นๆ คั้น อร่อยมาก สดชื่น ราคาถูกด้วย 4 DH ถ้าเป็นแก้ว take away ก็ 5DH
  2. ดูพระอาทิตย์ตกช่วง twilight จุดที่แนะนำสำหรับถ่ายรูปคือร้าน Le Grand ballon du cafe glacier โดยร้านจะอยู่บนตึกด้านบน มี outdoor balcony ที่คุณสามารถเห็นตลาดได้ทั้งหมด คุณจะเห็นคนจีนมากมายไปจองจุดตั้งกล้องถ่ายรูปกันที่หัวมุมอย่างแน่นขนัด ดังนั้น ถ้าเพื่อนๆ อยากได้ที่ดี ก้อไปแต่เนิ่นๆ ทางร้านจะบังคับให้เราซื้อ drink กันคนละอย่างก่อนเข้าร้าน แต่ราคาย่อมเยา รับได้
  3. ลิ้มลองอาหารประจำชาติโมร็อคโค อันได้แก่ Couscous, Tajine, และที่ขาดไม่ได้คือ หัวแกะตุ๋น ร้านแนะนำเราไม่มี เราก้อเข้าร้าน random ไปเรื่อย สำหรับคนที่ชอบ shopping ของที่ขายในตลาดราคาแพง แถมไม่มีราคากลาง แนะนำว่าถ้าจะซื้อ ต่อไปก่อนเลยครึ่งราคา ก็เอาตามสะดวดกระเป๋าละกันนะจ๊ะ

 

 

นอกจากนั้นในตลาดจะมีปาหี่ให้ดูมากมาย ทั้งแขกเป่าแตรแล้วมีงูออกมาจากตะกร้า หรือแขกโชว์ลิง เล่นดนตรี ตกโค้ก และอื่นๆ ข้อควรระวังอย่างมากคือ ห้ามถ่ายรูป เพราะเมื่อเค้าได้ยินเสียงชัตเตอร์ จะมีคนรี่เข้ามาเก็บตังค์คุณทันที เชี่ยยมาก เราพลาดไปช้อตนึง ก็โดนไปเรียบร้อย 10 DH

การซื้อพวกของแห้งเช่น ถั่วคั่ว หรือพวกอินทผาลัมที่ตลาดแห่งนี้ แนะนำว่าให้ชิมก่อน บางร้านเก่า กินแล้วมีกลิ่นหืน เก่า อย่างพวกถั่วลิสงคั่วเกลือ (อร่อยมากนะที่นี่ แนะนำว่าให้ซื้อชิม) ให้ซื้อกะพวกลุงๆ ที่เดินขายเป็นถุงเล็กๆ อย่าไปซื้อร้านที่วางแผงใหญ่ๆ เพราะพวกที่เดินขาย ถั่วจะมีความสดใหม่กว่า

 

MENARA GARDEN

Rating: 

Botanical Garden แห่งนี้ตั้งอยู่ทางด้านตะวันตกของเมือง Marrakech ส่วนใหญ่เป็นสวนมะกวกมีต้นส้มแซมนิดๆ หน่อยๆ ตรงกลางเป็นบ่อเก็บน้ำขนาดกลาง ดูเผินๆ แล้วเหมือนไม่มีอะไรพิเศษ แต่จุดเกร๋ มันอยู่ที่เทือกเขา atlas ที่เป็นฉากหลัง ตอนที่เราไป เราไปช่วงเช้าตรู่ มาคนมาเดิน วิ่งออกกำลังกายกันตอนเช้าอยู่บ้าน แต่ดูจากทางแสงแล้ว ถ้าคุณต้องการรูปสวยๆ เห็นภูเขาหิมะ atlas ที่เป็นฉากหลังชัดๆ เราว่าไปตอนเย็นพระอาทิตย์ตกจะดีกว่า 

 

BEN YOUSSEF MADRASA

ภาพจาก www.easyvoyage.co.uk

Rating: N/A

โรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม ที่คุณอาจจะเห็นมันคุ้นๆ เพราะคนชอบเอามันไปเป็น Background ของหลายๆ อย่าง อันนี้เราแพลนไว้ แต่พอไปถึงมันปิด renovation อยู่จ้า จากการสอบถามคือปิด renovate 2 ปี (2019-2020) จุดนี้ เราก้อแห้วไปตามระเบียบ 

EAT & SLEEP

Le Méridien N’Fis

 

Rating: 

เราเลือกพักที่นี่เพราะแลกห้องมาฟรี 5555 เอ้ย ไม่ใช่ๆ เพราะ Location เค้าดี มีที่จอดในโรงแรมฟรี ข้ามถนนไปตรงข้ามเป็น Mall และ carrefour สามารถซื้อเสบียง พวกน้ำ ขนม ผลไม้ ติดรถไว้ได้สบายๆ

 

Le Petit Thai

Rating: 

เป็นร้านอาหารไทยในเมือง Marrakech เจ้าของร้านคือคุณมนัส มีดีกรีเป็นถึง chef ของท่านฑูตไทยในโมร็อคโคคนก่อน ก่อนที่คุณมนัสจะตัดสินใจตั้งรกรากเปิดร้านอาหารไทยอยู่ที่เมือง Marrakech เลย ดังนั้นรสชาติไม่ต้องพูดถึง เราสั่งกระเพราไก่ไข่ดาวราดข้าว พร้อมกับส้มตำไปเบาๆ อร่อยแซ่บ ถูกปากเหมือนอยู่ไทย ราคาสบายกระเป๋า สบายท้องก่อนเข้าทะเลทรายไปอีกมื้อ ใครสนใจขอข้อมูลที่โมร็อคโค จัดทัวร์ หรือเช่ารถ ติดต่อคุณมนัสได้ตลอด นางยินดีให้ความช่วยเหลือเต็มที่ 👍

 

MANDARIN ORANGES IN THE STREETS OF THE MARRAKECH MEDINA

ตามหัวมุมถนนหรือซอยต่างๆ ใน Marrakech คุณจะพบกับหาบเร่แผงลอยขายของอยู่ทั่วไป โดยผลผลิตส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกขนมปัง Home cooked ของแห้ง และที่มีอยู่เยอะเช่นกันก็คือพวกผลไม้สด ซึ่งช่วงที่เราไปจัดเป็นช่วงฤดูหนาว (December – March) เป็นหน้าส้มแมนดารินพอดี

ส้มแมนดารินเป็นส้มที่ผิวไม่หนา ทำให้มันไม่ทนต่อความหนาว จึงสามารถเติบโตได้ดีในที่ที่มีบรรยากาศแนว Tropicana นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เมือง Marrakech เหมาะสมกับการปลูกส้มแมนดารินอย่างมาก รสชาติของส้มที่นี่จะออกเปรี้ยวอมหวานหน่อยๆ กินแล้วสดชื่นมาก Road trip เราก็ตุนส้มไว้ในรถตลอดการเดินทาง นอกจากกินแล้วชุ่มชื่นคอ ยังทำให้เราได้รับวิตามินซีตลอดการเดินทาง ไม่ป่วยเลย … (มาป่วยเอาตอนขึ้นเครื่องกลับนี่แหละ แย่จริง )

 


เราอยู่ที่นี่กัน 2 คืนเต็มๆ ก่อนที่เราจะอำลาเมืองไข่มุกสีแดงและมุ่งหน้าสู่ความเว้งว้างแห่งทะเลทราย โดยการข้ามเทือกเขา Atlas … ติดตามตอนต่อไปนะคะเพื่อนๆ 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *