ฉึกฉักๆ ปู้นๆ ได้ยินเสียงแบบนี้ แน่นอนว่าเราอยู่บนรถไฟ ซึ่งคราวนี้เป็นรถไฟสายใต้ “สายทักษิณารัถย์” ออกเดินทางจากหัวลำโพง ไปสุดทางที่ชุมทางชาดใหญ่ เป็นเส้นทางเดินรถหนึ่งใน 4 สายที่มีให้บริการรถไฟรุ่นใหม่ เราถือโอกาสนี้เดินทางท่องเที่ยวภาคใต้ (ซึ่งปกติไม่เคยจะได้มาเนื่องจากระยะทางไกล) โดยจุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่เกาะหลีเป๊ะ เกาะสวาทหาดสวรรค์ เกาะที่ได้ชื่อว่าเป็น มัลดีฟส์เมืองไทย ไอ้เราก็ได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว เห็นคนว่าไปยากมว๊ากกกก ไหนๆ ก็ลงทุนนั่งรถไฟไปละ มันจะไปยากอะไรกะอีแค่ ต่อรถอีก ชั่วโมงครึ่ง นั่งเรืออีก 2 ชั่วโมงกันฟร่ะ คิดดังนั้นแล้ว ทริปนี้จึงเกิดขึ้นโดยพลัน ล้างท้องรอของอร่อย ทาครีมกันแดด ใส่แว่นกันแดด เตรียมบีกินนี่แสนเซ็กซี่ให้พร้อม แล้วออกเดินทางกันเล้ยยยยยย~~~

DAY 1: Train to Hat Yai

วิวสวยๆ บนรถไฟ ระหว่างทาง

14 นาฬิกา เราก้อลากกระเป๋าและเสบียงอาหารอันอลังการของเรามาพร้อมที่สถานหัวลำโพงเช่นเคย เหตุผลที่เสบียงอาหารของรอบนี้ต้องใช้คำว่า “อลังการ” มันเนื่องมาจาก หนึ่ง ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงโควิท 19 รถไฟจึงไม่มีตู้เสบียงติดมา แต่..แต่.. เฮลโหลลลล นี่คือการเดินทาง 18++ ชั่วโมงนะคะคูณ~~~ นั่งๆ นอนๆ นานขนาดนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องใช้พลังงานอะไรมากมาย แต่ปริมาณการใช้พลังงาน ไม่ได้เป็นตัวแปรในปริมาณอาหารของเรา (พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นคนกินน้อย…น้อยมากที่จะไม่กิน อุ๊ย) ดังนั้นเราจึงเตรียมอาหารมาหยั่งกะโตีะจีนก็ว่าได้ และสอง ที่ดูถูกไม่ได้สำหรับคนจีนก็คือ …อีคุณชายมันเตรียมสุกี้หม่าล่าขึ้นมาแดรกบนรถไฟจร้าาาาา แล้วอย่างนี้ ไม่ให้ใช้คำว่า “อลังการงานสร้าง” ได้ไง

วิธีจองตั๋วรถไฟ

เพื่อนๆ สามารถจองจากเวบใหม่ dticket อันนี้ https://www.dticket.railway.co.th/DTicketPublicWeb/home/Homeโดยจะสามารถซื้อล่วงหน้าได้ 30 วันเท่านั้น

กำหนดการเดินรถสายทักษิณารัถย์

14:45 รถไฟออกตรงเวลา ไม่รอช้าพาเราล่องใต้ นั่งไปเรื่อยๆ หิวก็แกะกล่องนั้น ฉีกซองนี้ กินขนม ชมวิว นอนดูพระอาทิตย์ตกลงยังทุ่งนาอันเขียวขจี บรรยายกาศยามโพล้เพล้ช่างอ่อนละมุน ถ้าเปิดหน้าต่างได้นี่ คิดว่าคงจะได้กลิ่นชื้นของทุ่งนา และใบหญ้าข้างทาง จนกระทั่ง

“ไก่ย่าง ข้าวเหนียว ป้ายหน้า บอกได้”

“ก๋วยเตี๋ยวปลา ลูกชิ้นปลา ป้ายหน้า เตรียมตัวไว้”

“….”

“….”

เราหันหน้าหาคุณชายพร้อมกับพูดว่า “ที่รัก ถึงเวลาตั้งโต๊ะสุกี้ละ”

ถึงแม้จะถึงช้า แต่ก็ถึงนะครับทุกท่าน

DAY 2: ไม่สนหรอกไดเอต สนแต่ร้านเด็ดอยู่ที่ไหน

ตามกำหนดการเดิม เราควรถึงหาดใหญ่ประมาณหกโมงเช้า แต่รถไฟดีเลย์ ซึ่งก้อดีเลย์มาตลอดทาง ทำให้เรา realize ว่า กรูไม่ต้องแหกขี้ตาตื่นก็ได้หนิว่า อ้าวว แอบดี สุดท้าย รถไฟมาถึงชุมทางหาดใหญ่ตอนประมาณ 9 โมงครึ่ง นอนเต็มตื่นพอดี เยี่ยม! เราลงสถานีชุมทางหาดใหญ่ เห็นเจอกับรูปวาดฝาผนัง ที่เป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสงขลาเลย

งานศิลปะเก๋ๆ ที่สถานีชุมทางหาดใหญ่

จากสถานี เรานั่งรถสองแถวแดง ไปยังโรงแรม Centara ซึ่งห่างจากสถานีไปแค่ครึ่งกิโลเท่านั้น จัดการ check in เก็บกระเป๋าเสร็จ ก็ไม่รอช้า ออกตระเวณหาของกินในบัดดล และที่แรกที่เราไปกินเป็นอาหารเช้า ย่อมเป็นร้านดังของเมืองหาดใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

อิ่มที่ 1: ติ่มซำยามเช้า จุดเริ่มต้นของกระเพาะคราก

โชคดี แต่เตี้ยม ตำนานความอร่อยแดนใต้ ต้นตำหรับเมนู “ติ่มซำ” และ “บ๊ะกุ๊ดเต๋” ของเมืองหาดใหญ่ มีทั้งหมด 3 สาขา ติ่มซำที่นี่มีให้เลือกว่า 30 ชนิด ทำสดใหม่ วันนึงเป็นพันๆ แข่ง เรามาถึงก็ต้องจองคิวก่อน คนยืนรอเต็มหน้าร้านทั้งๆ มันก้อ 10 โมงกว่าเข้าไปละ หลังจากได้รับเรียกคิว เราก็จัดการเลือกติ่มซำสดใส่ถาด จากนั้นทางร้านจะเอาไปนึ่ง แล้วเอาไปเสริฟเราถึงที่โต๊ะ พร้อมกับบ๊ะกุ๊ดเต๋น่าทางขนาด 2 คนทานกำลังดี

ติ่มซำร้อนๆ มั้ยจ๊ะ

ถามถึงรสชาติติ่มซำ ก็ต้องบอกว่าอร่อยสมชื่อสมราคา ลักษณะติ่มซำก็จะเป็นแนว cantonese ที่ผสมผสานกับสิงคโปร์ จะมี ingredient ที่ค่อนข้างหลากหลาย ยิ่งนึ่งมาสดๆร้อนๆ แล้ว ยิ่งอร่อยถูกใจใช่เลย อร่อยมันซะทุกอย่าง ยกเว้นที่เป็นข้าวเหนียวๆ ซึ่งเราไม่ค่อยถูกปากซักเท่าไหร่

จัดหนัก จัดเต็ม ไม่เกรงใจใคร

ส่วนบ๊ะกุดเต๋นี่ สูตรมาเลเซียจ๋า กลิ่นยาจีนลอยมาไกลแต่ไม่ได้เข้มเกินไป ทำให้รสชาติกลมกล่อมกำลังดี อร่อยมว๊ากกก เป็นบ๊ะกุดเต๋เวอร์ชั่นมาเลย์ที่อร่อยเป็นอันดับต้นๆ ที่เรากินเลยทีเดียว ใครมาหาดใหญ่ก็ต้องร้องขอว่า แวะมากินเหอะ! ของแท้ต้องที่หาดใหญ่เท่านั้น!

อิ่มที่ 2: เนื้อคู่ที่ถูกใจ ยังไม่สู้เนื้อสันในที่ติดมัน

คิดถึงก๋วยเตี๋ยวเนื้อน้ำตก คิดถึงร้าน ก๋วยเตี๋ยวเฉินหลง (CHOEN LONG NOODLE) ร้านนี้อยู่ไม่ไกลจากร้านโชคดีแต่เตี๊ยม เดินมานิดเดียวก็ถึง ใครอยากกินก๊วยเตี๋ยวน้ำตกรสชาติดีๆ ชามใหญ่ ถึงเครื่อง รสชาติอร่อยจัดจ้าน อร่อยแบบไม่ต้องปรุงเลย อร่อยครบรส หมู เนื้อ ที่ฟินสุดคือ เนื้อตุ๋น มาได้ที่นี่

เนื้อคู่ที่ถูกใจ ยังไม่สู้เนื้อสันในที่ติดมัน

ร้านนี้ถือเป็นก๋วยเตี๋ยวเจ้าเก่าแก่ และถ้าเพื่อนๆ ไป search ใน google จะเห็นมีอีกร้าน จริงๆแล้วไม่ได้เป็นสาขาย่อย แต่เป็นญาติพี่น้องกัน รสชาติต่างกัน ปริมาณต่างกัน ราคาต่างกัน อยู่ที่แต่ละคนชอบ สำหรับร้านนี้ มีเรือยักษ์ใหญ่วางอยู่หน้าร้าน เจ้าของร้านลงมือทำเอง ขนาดชาม default จะเป็นชามใหญ่ ราคาชามละ 100 บาท ส่วนคุณชายจัดเกาเหลารวมไป ชามละ 200 ไปจุกๆ

มาจ่ะ ต่อกันอีกชาม

ชื่อร้านเฉินหลงนั้น ลุงเจ้าของร้านรีบชี้ให้เราดูรูปถ่ายสมัยแกยังหนุ่ม แปะไว้ที่หัวเสา เห้ยยยย หน้าตาเหมือนเฉินหลงจริงด้วย โอ๊วก๊อชชช พี่เฉินในตำนาน สายเนื้อก๋วยเตี๋ยวเรือ ไม่มาถือว่าผิด!

หลังจากทานก๋วยเตี๋ยวเรือกันอิ่มแบบจุกๆ เราก็แบกพุงหนักอึ้งของเรากลับโรงแรมไปนอนต่อ ใช่แล้วค่ะ กลับไปนอนย่อย ย้ากกกก ตื่นมาอีกทีก็เย็นละ ออกไปหาอะไรกินดีกว่า (แบบนี้ก้อได้หรา แกร๊~~)

อิ่มที่ 3 : ซุปเนื้อที่อร่อยจนอยากเปลี่ยนศาสนา

ไก่ทอดหาดใหญ่เจ้าดัง ไก่ทอดเดชา
ซุปเนื้อ อร่อยจริมๆ

ร้านที่สามที่เราไปชิม ก็ยังเป็นร้านตามกระแส ร้านดังของเมืองหาดใหญ่อันได้แก่ร้าน ไก่ทอดเดชา (สาขาชีอุทิศ) เมื่อพูดถึงไก่ทอดหาดใหญ่ในตำนาน ใครๆ ก้อต้องแนะนำร้านนี้ ข้าวเหนียวไก่ทอด เป็นอะไรที่ “เข้ากันดี” จนอยากจะร้องเพราะ scrub ออกมาดังๆ เนื้อไก่ที่ทอดจนกรอบนอก นุ่มใน ทีเด็ดอยู่ที่หอมเจียวก็อร่อย ข้าวเหนียวก็นุ่ม แต่ที่โดนใจอย่างจังคือซุปเนื้อ ที่รสชาติมันโคตรใช่ เนื้อนี่โคตรเปื่อย เอาช้อนตัก เนื้อก็รุ่ยออกจากกระดูกเลย ไม่รู้เพราะเราไปกินตอนเย็นรึเปล่า ต้มมาทั้งวัน เลยเปื่อยขนาดนี้ อร่อยจนอยากเปลี่ยนศาสนาเลยจริมๆ

คิดได้ไง ทำออกมาเป็นงี้ น่าร๊ากกก

ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ ก็คือชาเย็นหรือชาชักทรงเสลอปี้ เป็นอะไรที่เข้ากันมากกับไก่ทอดข้าวเหนียว สำหรับใครที่หาข้าวเหนียวไก่ทอดหาดใหญ่แท้ๆ แม้ไก่ทอดเดชาจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็สามารถเป็นหนึ่งในคำบอกเล่าของผู้คนที่มาเยี่ยมเยือนหาดใหญ่อย่างแน่นอน

Day 3: ใครไม่เป๊ะ หลีเป๊ะ

Lipe Island

มาเที่ยวหลีเป๊ะคราวนี้ เราซื้อเป็นแพ็คเกจของโรงแรม Idyllic Concept Resort ซึ่งเป็นแพ็คเกจ “Idyllic Fullboard 3 days 2 nights Package” ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 13,900 บาท โดยจะ vary ตาม type ของห้องพักนะคะ ราคานี้จะรวมที่พัก 2 คืน รถตู้และสปีดโบ้ท รับ – ส่ง (สนามบินหรือตัวเมืองหาดใหญ่-ท่าเรือปากบารา-เกาะหลีเป๊ะ) ทัวร์ดำน้ำแบบ day trip และอาหาร 5 มื้อ เอาจริงๆ ถือว่าไม่แพงเลยนะคะ ทัวร์ดำน้ำที่เค้าให้มากับ package จะเป็นแบบเหมา นั่นคือเค้าจะมี itinerary ที่แน่นอน ไม่สามารถเปลี่ยนได้หรือ customize ตามความต้องการของเรา เราแนะนำว่า ถ้าเพื่อนๆ เน้นดำน้ำ ให้ซื้อทัวร์แบบ private แยกไปดีกว่าค่ะ

นั่งเรือ speedboat จากท่าเรือปากบารา

เช้าวันนี้ รถตู้มารับเราที่โรงแรม Centara เรามุ่งหน้าสู่ท่าเทียบเรือปากบารา ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ที่ท่าเรือปากบารา ผู้คนค่อนข้างหนาแน่น นักท่องเที่ยวเยอะเชียว รถตู้พาเรามาจอดที่บริษัทเรือ speedboat เจ้านึงก่อนที่เราจะได้ตั๋วขึ้นเรือมา และมีเจ้าหน้าที่นำเราไปยังท่าขึ้นเรือ ซึ่ง speedboat ที่เรานั้นก็เป็นขนาดใหญ่ ประมาณ 50 คนเห็นจะได้

พุมบ้าแห่งเกาะตะรุเตา

11:30 เรือ speedboat พาเราออกจาก ท่าเรือปากบารา ไปแวะยังอุทยานแห่งชาติตะรุเตา “ตะรุเตา” เป็นคำที่เพี้ยนมาจากคำว่า “ตะโละเตรา” ในภาษามลายู แปลว่า มีอ่าวมาก ตะรุเตาเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ในทะเลอันดามัน บริเวณช่องแคบมะละกา จังหวัดสตูล ขึ้นเกาะมาก็เจอพุมบ้าทันที เห้ย! มาได้ไงอ่ะ! หมูป่าตัวนี้ นอกจากมันจะไม่กลัวนักท่องเที่ยวแล้ว ยังเดินนวยนาดอาบแดดตากลมอย่างชิวๆ อีกด้วย เราใช้เวลาเดินเล่น ถ่ายรูป วิ่งไล่หมูป่าอย่างบ้าคลั่งราว 20 นาที ไกด์เรือก็เรียกเราขึ้นเรือเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะไข่

เกาะไข่

เกาะไข่อยู่ระหว่างเกาะอาดังกับเกาะราวี นอกจากมันจะเป็นทางผ่านเพื่อมุ่งหน้าสู่เกาะสวาทหาดสวรรค์อย่างหลีเป๊ะแล้ว ยังมีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่เก๋ไก๋สไลเดอร์อย่าง ซุ้มประตูหิน หรือ ซุ้มรักนิรันดร์ ขนาดใหญ่ขนาดสูงท่วมหัว ขนาดหลายคนเดินเข้าไป ลอดได้ อยู่ด้วย มีความชื่อว่า ถ้าใครได้มาถ่ายรูปที่นี่ ความรักจะมั่นคงยืนยาววว นับเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสตูล ซึ่งเป็นที่ที่เรา … ไม่ได้ไป! WTF ไม่รู้เป็นเพราะเรือไม่ได้ไปจอดแถวนั้น หรือเรามัวแต่ถ่ายรูปอยู่บนเรือกันแน่ เลยพลาดที่แห่งนี้เป็นอย่างน่าเสียดาย

ถึงล้าวววว

ประมาณบ่ายสอง Speedboat ลอยลำบนผืนน้ำสีฟ้าคราม ใสแจ๋ว เห็นตัวปลาและหาดทรายสีขาวที่ทอดตัวอยู่เบื้องล่าง เรามาถึงเกาะหลีเป๊ะแล้ว… เดินขึ้นไปจากท่าเทียบเรือ ก็เจอกับร้านขายผลไม้รถเข็น มะม่วงถุงละ 50 บาท อืมมมม สมแล้วที่มาไกล ทางโรงแรมส่งคนมารับเราถึงท่าเรือ เรานั่งรถซาเล้งโคล้งเคล้ง ลัดเลาะไปตามทางขนาดเล็กที่รถสวนคันเล็กกับแบบพอดิบพอดี ส่วนใหญ่ที่เห็นคนบนเกาะก็จะขี่ซาเล้งไม่ก้อมอเตอร์ไซด์

น้ำใส ไหลเย็น เห็นตัวปลา

โรงแรม Idylic ที่เราจองไว้ อยู่ริมชายหาดทางฝั่งตะวันออกของเกาะ เหมาะแก่การชมพระอาทิตย์ขึ้นเป็นอย่างมาก เป็นโรงแรมชิคๆ เก๋ๆ มีรูปแบบห้องให้เลือกหลายแบบ และมีมุมถ่ายรูปสวยๆ เยอะเลยค่ะ เราเห็นคนในพันทิพย์รีวิวกันเยอะเลยเชียวโรงแรมนี้ ใครสนใจลองเข้าดูได้นะคะ ขออนุญาติแปะลิ้งของคุณ ผ ม ม้ า พ า เ ที่ ย ว ไว้ ที่นี่ ค่ะ

ส่วนของร้านอาหารจะอยู่ริมทะเลแบบนี้ค่ะ
Line Seafood Buffet ดีงามมาก
ดูเอาเองเถิด จะเกิดความหิว

เอาจริงๆ หลังจากมาถึงที่พัก เราก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรเท่าไหร่ เพราะร้อน! จะออกจากห้องเดินไปสำรวจโรงแรมก็คิดแล้วคิดอีก เปลี่ยนใจ นอนตากแอร์อ่านนิยายในห้องดีกว่า 555 ตกเย็นเราถึงพาตัวเองออกจากที่นอนนิ่มๆ ออกไปทาน Seafood buffet กันอย่างฟินๆ – ชีวิตชั้นก็มีแต่กินนอน! นี่แหละที่เค้าเรียกว่า vacation!!!

Day 4: Finding Nemo!

เช้าวันนี้ เราอยู่ในชุดว่ายน้ำ พร้อมดำ! ทางโรงแรมจัดไกด์เรือหางยาวให้เรา มาพร้อมเด็กคัดท้าย 2 ตัว 55555 เอาเป็นว่าพ่อลูก 2 ละกัน หลังจากเรารับประทานอาหารเสร็จ ไกด์เรือและไกด์ดำน้ำตัวเล็กของเราก็มารับที่ชายหาดที่หน้าโรงแรม เพื่อพาเราออกไปดำน้ำกันค่ะ โดยทริปดำน้ำแบบ snorkling ของเราวันนี้ไปดำกันหลายที่ และแวะเกาะเล็กเกาะน้อยหลายเกาะ อันได้แก่ เกาะหินงาม เกาะระวี ร่องน้ำจาบัง เกาะอาดัง ไปดูกันดีกว่าว่า ทะเลที่หลีเป๊ะ จะสู้ทะเลที่สิมิลันได้ป่าววววว

ไกด์ดำน้ำตัวเล็ก

เอาจริงๆ ถ้าพูดถึงความใส หาดทรายขาว ยังคงเป็นรองสิมิลันอยู่หลายขุม แต่เดาว่าที่มันโด่งดังอาจเพราะความครบเครื่อง ทั้งทะเลใส ทรายขาว มีที่ดำน้ำ โดยรอบ อาหารการกินที่อุดมสมบูรณ์ และทัศนียภาพเกาะที่สวยงาม ไม่แพ้ที่ไหนในโลก อาจเหตุเพราะมันมาได้ยากด้วยมั้ง ประการังที่จึงยังค่อนข้างสมบูรณ์กว่าแถบอื่นๆ

ตรงนี้นำแรงมาก เวลาดำต้องเกาะเชือกไว้ด้วย
Finding Nemo

ตอนกลางวัน ไกด์เราพาเราขึ้นเกาะระวีเพื่อไปทานข้าวกลางวันโดยเค้าจัดปิ่นโตขนาดย่อมมาให้เรา ปิดท้ายด้วยโชว์ตัดแตงโม กินแตงโมบนเรือหางยาว ชิวกันไป

Lonely walking street

กลับมาจากทัวร์ดำน้ำ เราก็อาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่ ออกไปแรด เดินเล่น กิน ดื่ม ที่ Lipe Walking Street ซึ่งร้างมาก ขอบอก คือนักท่องเที่ยวหายไปไหนกันหมด ร้านค้าก็ปิดกันเป็นแถบๆ เห็นละห่อเหี่ยวใจ ซึ่งได้อะไรมาไม่มาก เน้นแต่ของกิน โรตีกล้วย ซาลาเปา ส้มตำมะม่วง สาคู ไก่ทอด บ๊วยดอง ฯลฯ อีรุงตุงนังมาก กลับมานอนพุงอืดที่โรงแรมเหมือนเดิม ส่วนอาหารเย็น (ยังจะกินต่ออีกเร๊อะ!) เราก็สั่งอาหารจานเดียวง่ายๆ ทางที่โรงแรม ซึ่งรวมกับ package ที่เราซื้อไว้อยู่แล้ว

Day 5: หลีเป๊ะ ลาก่อย

เดินชายหาดตอนเช้าๆ อากาศดีๆ

อาหารเช้าวันนี้ก้อฝากท้องที่โรงแรมเช่นเดิม ตอนแรกว่าจะลงทะเลไปพายเรือคายัคซักหน่อย แต่ทางโรงแรมบอกว่า ตอนเช้าน้ำลง ไม่อนุญาติให้เอาเรือคายัคลง เราก็เลยเปลี่ยน activity ไปเป็นบินโดรนและเดินย่อยอาหารเล่นริมหาด รับแสงแดดยามเช้าแทน จากนั้นไม่นานก็เก็บของยัดใส่กระเป๋า เตรียมบอกลาเกาะหลีเป๊ะ ซึ่งช่วงประมาณ 10:30 ทางโรงแรมก็เอารถสองแถวไปส่งเราที่ท่าเรือ เราโดยสารรถ speedboat เจ้าเดิม กลับไปยังท่าเทียบเรือปากบารา คนเต็มเรือเหมือนเดิน นั่งโยกเยกๆ กันไปเรื่อย ขากลับใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงก็ถึง เร็วกว่าขามาเพราะไม่ได้เแวะที่ไหนเลย

แดดแรงมากเว่อร์

จากนั้นเราก็ทานอาหารกลางวันกันแถวท่าเรือปากบารานั่นแหละ มีร้านอาหรมุสลิมร้านนึง ข้าวหมกไก่อร่อยมาก ซุปเนื้อก็อร่อย โอ้วววว อาหารถูกปากไปหมดจ้า จากนั้นเราก็นั่นรถตู้เข้าเมืองหาดใหญ่ ซึ่งเรากลับไปพักกันที่ Centara ที่เดิม สะดวกดี

Central Mosque of Songkhla

ตอนเย็น เราไปเดินเล่นกันที่มัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา หรือชื่อเต็มๆ เรียกว่า มัสยิดกลางดิย์นุลอิสลาม ความเก๋ของที่นี่คือ นอกจากมัสยิดที่นี่จะสวยมากๆ โดยเฉพาะเวลาพระอาทิตย์ตกดินแล้ว รอบๆ ก็ยังเป็นสวนสาธารณะและลานกิจกรรมที่ให้ผู้คนมาพักผ่อนหย่อนใจกันอีกด้วย เรานั่งชิวๆ ดูพระอาทิตย์ตกดินกันที่นี่ สงบมาก แถมลมพัดเย็นตลอดเวลา มีช่างภาพมาเก็บภาพมัสยิดยามเย็นกันค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว

อิ่มที่ 4: ต้าเหยิน ของดีจากเบตง

จากการถามคน Local มา เค้าว่ากันว่าร้านนี้ดี ต้าเหยิน ร้านอาหารจีนขึ้นชื่อของอำเภอหาดใหญ่สืบทอดความอร่อยกันมายาวนาน ยืนยันด้วยความเป็นลูกหลานชาวเบตงว่าอร่อยจริงๆ ของที่มาแล้วต้องสั่งก็คือ ไก่สับเบตง ราคา 220 บาท อาหารจานขึ้นชื่อของเค้า เป็นไก่บ้านเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำ รับประทานพร้อมข้าวมันหอม ๆ ราดด้วยน้ำจิ้มเต้าเจี้ยว คือดี~~~ แต่จานโปรดของเราคือหมูสีชมพู หมูทอดเต้าหู้ยี้ ราคา 120 บาท จานนี้เป็นเมนูขึ้นชื่อเช่นกัน ตัวเนื้อหมูนุ่มละมุน รสชาติเค็ม ๆ หวาน ๆ กลมกล่อม เป็นรสชาติที่หาทานได้ยากมาก

อีกจานที่เห็นคนนิยมสั่งกัน (แอบดูโต๊ะข้างๆ สั่งกันทุกโต๊ะ) นั้นคือ ถั่วเจี๋ยน ราคา 100  บาท เมนูธรรมดาๆ ถั่วฝักยาวผัดกับกระเทียม แต่โคตรโดนใจ กรอบนอกฉ่ำใจ หอมจนน้ำลายยายไหลย้อย อร่อยจริงๆ ปิดท้ายด้วยเมนู ซุปเนื้อปู ราคา 100 บาทเท่านั้น อ๊าคคค คือบั๊บ ซุปเหลว เหนียวๆ ใส่ไข่และเนื้อปูเต็มๆ งงอ่ะ ขายราคานี้ได้ไง!

นอกเหนือจากความอร่อยที่บรรยายมาแล้ว ราคายังเป็นมิตรกับกระเป๋าอีกต่างหาก เรากินกัน 2 คน กับข้าว 4 อย่าง เก็บตังค์ 500 กว่าบาท งงในงงค่าาา

Day 6: วิถีสายกิน ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

วันนี้โปรแกรมเราค่อนข้างแน่น ที่แน่นอ่ะไม่ใช่สถานที่เที่ยวแน่น แต่เป็น กินจนแน่นพุง เพราะวันนี้ มีร้านที่เราต้องไปกินหลายร้านเหลือเกิ๊นนนนน ทั้งร้านที่ list มา และร้านที่โผล่มาแบบไม่ได้ตั้งตัว วันนี้เราจะไปตะลุยกินเที่ยวกันที่ตัวเมืองสงขลากันค่ะ

อิ่มที่ 5: ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นถนัดศรี 3 Gen

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

เริ่มเช้าแรก ที่ร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นถนัดศรี ร้านนี้เปิดตั้งแต่ปี 2512 ส่งต่อความอร่อยมาแล้ว 3 generation ของเด็ดคือลูกชิ้นเนื้อและลูกชิ้นหมู ทำเอง เค้าว่ากันว่า ลูกชิ้นหมูทำจากทั้งหมูและปลาหมึก ทานแล้วได้รสและกลิ่นปลาหมึกด้วย ส่วนลูกชิ้นเนื้อจะเหนียว แน่น กรอบ ส่วนเนื้อสดก้ออร่อยไม่แพ้กัน นุ่มมาก ปิดท้ายด้วยเมนูปอเปี๊ยะสดแบบ Homemade ไส้ครบเครื่อง น้ำราดดีงามพระรามแปด ใครมาหาดใหญ่ต้องลอง

ก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นเนื้อ

รองท้องเสร็จ เราก็ขับรถจากหาดใหญ่ไปเที่ยวที่ตัวเมืองสงขลากันค่ะ วันนี้เราจะไปเที่ยว ย่านเมืองเก่าสงขลา ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญน่าเดินเที่ยว 3 สาย คือ ถนนนครนอก ถนนนครใน และ ถนนนางงาม แน่นอนว่า เด็กแนว Street อย่างเรา ไม่พลาดมาเดินย่อยอาหารที่นี่แน่ ฮาาาา

street art @Songkhla old town

ย่านนี้ เป็นย่านการค้าที่สำคัญในอดีตของเมืองสงขลา ลักษณะเป็นตึกแถวหน้าแคบเรียงต่อกันยาวขนานไปตามแนวถนน ปัจจุบัน เป็นที่ต้องของร้านอาหารเก๋ๆ ชิคๆ ร้านค้า โรงแรม และพวก art gallery บางตึกก็ยังคงเป็นที่อยู่อาศัยของคนท้องถิ่นอยู่นะคะ แถมมีการเพิ่มสีสันด้วยภาพวาดสตรีทอาร์ทสุดเก๋ ตามผนังอาคารบ้านเรือนต่างๆ ที่สะท้อนเรื่องราววิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนสงขลา

street art @Songkhla old town

อย่างที่บอก นอกจากได้ชมอาคารเก่าแก่แล้ว เราก็หลงเข้าไปร้ายคาเฟ่เก๋ๆ แห่งนึง ซึ่งเป็นที่มาของอิ่ม 6 นั่นเอง

อิ่มที่ 6: “กาแฟ” เรียกว่า “คอฟฟี่” แต่ถ้ามากับพี่เรียกว่า “ที่รัก”

บรรยากาศภายในร้าน

ร้าน ONG ART CAFE เป็นคาเฟ่ตกแต่งแนว vintage บรรยากาศน่านั่ง มีทั้งโซนห้องแอร์และ outdoor ด้านหลังเป็นมุมสงบ เหมาะกับการมานั่นทำงานชิวๆ หรือเมาท์มอยกะเพื่อนฝูง (แล้วมันจะสงบมั้ยเนี่ยะ 555) เจ้าของร้านเป็นกันเองมากๆ เมนูกาแฟและของหวานค่อนข้าง creative จัดเซตมาน่าทานมากค่ะ

Cold brew ice coffee
ชาเขียวโตนด
มุมนั่งทำงาน และเมาท์มอย

นั่งชิวแช่เย็นตากแอร์อยู่พักนึง เราก็เดินเล่นต่อในย่านเมืองเก่า จนกระทั่งไปเจอร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ร้านนึง ในใจคิดว่า “ตรูเพิ่งกินมาเอง” อีกใจก็คิดว่า “เห้ย! ร้านเก่าแก่เลยนะ ดาวเยอะด้วย สงขลาไม่ได้มากันบ่อยๆ” บวกลบคูณหารในใจด้วยความเร็วแสงเสร็จสรรพ ความละอายแก่ใจจึงได้พ่ายแพ้ไปโดยประการฉะนี้

อิ่มที่ 7: จะอ้วนก็ไม่แปลก เพราะกรูแดกไม่ใช่ดม

เจ๊นิข้าวต้มปลากะพง เจ้าดัง ให้บริการความอร่อยมานานกว่า 60 ปี แน่นอนว่า ยาวนานขนาดนี้ ทำกันมา 3 gen เช่นเดียวกัน สาขาที่เราไป อยู่เยื้องๆ กับ โรงสีแดง หรือ “หับ โห้ หิ้น” โรงสีข้าวเก่าแก่ อายุกว่า 100 ปี สาขานี้เป็นร้านใหม่ สาขาออริจินัลอยู่ที่ตลาดทรัพย์สินซึ่งเปิดเป็นข้าวต้มปลา ดังนั่น จุดเด่นของที่ร้านก็คือ เนื้อปลาชิ้นใหญ่ สด เสิร์ฟแบบเต็มอิ่มสมราคา เมนูแนะนำเช่น ข้าวต้มปลา ปลากะพงลวกจิ้ม หมี่ซั่วปลา ข้าวผัดปลากะพง กระเพาะหมูลวกจิ้ม เราก็จัดไป 2 ดอกแบบเบาๆ (เพราะต้องไปต่ออีกหลายร้าน) เล่นเอาเดินย่อยไม่ทันกันเลยค่ะ

หมี่ซัวปลากะพง

หลังจากอิ่มกันตัวแตกแล้ว เราก็ข้ามมาฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นโรงสีแดง หรือ “หับ โห้ หิ้น” ที่โด่งดังนั่นเอง ที่นี่เมื่อก่อนเป็นโรงสีข้าวของชาวจีนฮกเกี้ยน เวลาผ่านไปร้อยปี ปัจจุบันก็กลายเป็นอุทยานการเรียนรู้นครสงขลา เป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมของชุมชนมากมาย ใครที่มาเดินแถวเมืองเก่า ก็คงไม่พลาดมาเยี่ยมเยือนโรงสีแดงที่ตั้งเป็นจุดเด่นริมท่าเรือแห่งนี้เป็นแน่

หับ โห้ หิ้น

หลังจากเดินศึกษาหาความรู้เล็กๆ น้อยๆ ที่ “หับ โห้ หิ้น” เหลือก้อออกเต็มตัว อะไรมันจะร้อนขนาดนี้ นี่ขนาดเรามาเดือน 12 นะเนี่ยะ ร้อนๆ อย่างนี้ แวะกินไอติมหน่อยดีกว่า

อิ่มที่ 8 : เป็นแค่คนธรรมดา ที่ศรัทธาในไอติม

ใครเดินเล่นแถวถนนนางงามเขตเมืองเก่าสงกขา อาจได้เดินผ่านร้าน ไอติมโอ่ง ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆ แต่ค่อนข้างดังนะคะ แขกไปใครมาก็ต้องมาแวะชิมและลองกันทุกกลุ่มวัย เมนูต้องโดน เห็นจะเป็น ไอติมไข่แข็ง และ ลูกชิ้นปลาทอด สำหรับไอติมก็มีหลายรสนะคะ เลือกท้อปปิ้งใส่ได้หลายแบบ มีแต่เด็กๆ นั่งกินเต็มร้าน ติ้กใบลิสเมนู แล้วเขียนหมายเลขโต๊ะ รอกินเลย แถมราคาถูกมากกกก กิมมิคอยู่ที่ ภาชนะใส่ไอติมตามชื่อนั่นแหละ 5555

ไอติมโอ่ง

เป็นอย่างไรบ้าง มาใต้คราวนี้ นอกจากจะได้เที่ยวหลีเป๊ะที่อยากไปมานานแล้ว ยังได้ตะลุยกินต่อที่สงขลาหาดใหญ่ตัวแตกอีก ใครสนใจตามรอยได้ เพราะทริปนี้ ไร้สาระ ไม่มีแก่นสาร มีแต่กินๆ นอนๆ อย่างเดียว เห็นได้ตั้งแต่นอนขึ้นรถไฟมาละ กร๊ากกก และต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้มา update blog เลย เพราะนอกจากไม่ค่อยได้เที่ยวแล้ว ยังติดอ่านนิยายงอมแงมอีกต่างหาก แล้วพบกันใหม่ทริปต่อไปนะคะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *