Day 9 ของการเดินทาง เป็นการขับรถขาที่นานที่สุดของทริปนี้เลย นั่นคือกินระยะทางทั้งหมด 470+ กิโลเมตรในวันเดียว โดยที่เราจะแวะเที่ยวทั้งหมด 4 เมือง เริ่มจาก Tangier (หรือ Tanger) เป็นเมืองเหนือสุดของทวีปแอฟริกา ลงมายัง Asilah ต่อมาถึงราบัด และปิดท้ายการขับรถอันยาวนานที่ Casablanca เมืองที่ไม่ใช่เมืองหลวง แต่โด่งดังไปทั่วโลกจากภาพยนต์คลาสสิกเรื่อง Casablanca นั่นเอง…

 

ตอนเช้าตรู่ของวันที่ 9 จากเมือง Chefchaouen เรามุ่งหน้าขึ้นเหนือ จุดหมายปลายทางของเราคือ เมือง Tangier เมืองที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองแสนโรแมนติก เป็นเมืองสำหรับผู้แสวงหาการผจญภัย และยังเป็นเมือง gateway ที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรแอตแลนติกและทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย ที่นี่… มีท่าเรือ Ferry ที่คุณสามารถใช้เดินทางเชื่อมไปยังประเทศสเปนได้ ทัวร์ส่วนใหญ่เวลาเที่ยวก็จะเที่ยวสองประเทศไปด้วยกันเลยทีเดียว… เราขับรถออกจากเมือง Chefchaouen ตั้งแต่เช้าตรู่โดยออกตั้งแต่ 7 โมงเช้า ใช้เวลาประมาณ 2.5 ชั่วโมงก็ถึงจุดเที่ยวที่แรกของเรา Cap Spartel

 

CAP SPARTEL

 

 

Rating: 

ที่นี่เป็นจุดที่ถือว่าตะวันตกเฉียงเหนือที่สุดของทวีปแอฟริกา เป็นที่ตั้งของประภาคารแห่งนึง ที่นี่เป็นจุดน้ำจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไหนมารวมกันกับน้ำในมหาสมุตรแอนแลนติก โดยน้ำจากมหาสมุทรแอตแลนติกจะสีเข้มกว่า ส่วนน้ำจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนจะสีอ่อนกว่า ออกแนวสี Turquise สวยมาก คุณจะเห็นน้ำแยกกันเป็นสองสีอย่างชัดเจนเลยที่จุดนี้ ใกล้ๆ กันนี้เองมีร้าน Café Restaurant Cap Spartel ที่วิวดีมาก บรรยากาศชิวสุดๆ เราก็จอดรถกันที่นี่ รวมถึงทานอาหารเช้ากันที่นี่ด้วย 

 

 

ต่อจากนี้ไป เส้นทางที่เราขับก็จะเป็นเส้นทางเรียบชายหาดสลับกับ Highway (ซึ่งจะมีด่านเก็บเงินเป็นระยะๆ) เรียบ atlantic coast ไปเรื่อยๆ บรรยากาศดีเลยทีเดียว คาดว่าหน้าร้อนคงจะคึกคักกันน่าดู เพราะรอบๆ ก็เต็มไปด้วยบ้านพักตากอากาศ หันหน้าเข้าหาทะเล

 

 

HERCULES CAVES

 

 

Rating: 

ห่างจากตรงประภาคารไม่ไกล ลงมาประมาณ 4 กิโลกว่า จะมีถ้ำแห่งนึงที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าและตำนาน ตำนานแรกกล่าวไว้ว่า… ที่นี่เป็นที่พำนักของ Hercules (ก้อตำนานกรีกโบราณนั่นแหละ) ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างทางที่จะไปขโมยแอปเปิ้ลทอง 3 ผลจากสวนแห่ง Herpirides บางตำนานก็บอกว่าถ้ำแห่งนี้เป็นปลายด้านหนึ่งของอุโมงค์ใต้ผืนน้ำยาว 15 ไมล์ ที่เชื่อมระหว่างประเทศโมร็อคโคและประเทศสเปน ซึ่งนี่ก็เป็นความเชื่อจากนิทานพื้นบ้านว่า ลิง macaque ซึ่งเป็นลิงที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทวีปแอฟริกา แต่ปัจจุบันพบได้ที่แหลม Gibraltar ของประเทศสเปน ก็ข้ามทะเลมาโดยอุโมงค์แห่งนี้… แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลหลักของเราสำหรับการมาเยือนถ้ำแห่งนี้เสียทีเดียว …

 

 

เมื่อคุณเข้าไปในถ้ำ คุณจะไม่เจอทั้ง Hercules หรือว่าลิงใดๆ แต่สิ่งที่คุณจะเจอ มันมหัสจรรย์กว่านั้นอีก เพราะถ้ำแห่งนี้จะมีช่องเปิดหันหน้าเข้ามหาสมุทรแอตแลนติก โดยรูปร่างของช่อง ถ้าคุณมองดีๆ แล้วหล่ะก็… มันจะไปละม้ายคล้ายคลึงกับแผนที่ทวีปแอฟริกาโดยบังเอิ๊ญบังเอิญ แม้แต่รูปเกาะมาดากัสก้า ก็ยังมี!! น่าทึ่งมากๆ ซึ่งมีความเชื่อกันว่าช่องเปิดนี้ถูกสร้างขึ้นโดยชาว Phoenicians นั่นเอง… เสียดายที่วันที่เราไป ฟ้าค่อนข้างปิด ด้านนอกถ้ำมีแต่หมอก มองลอดช่องออกไปแล้ว เห็นแผนที่ไม่ค่อยชัดเท่าไหร่

 

ถัดจากถ้ำ Hercules เราก็ขับรถกันยาวๆ ขึ้น Highway ไป จุดหมายถัดไปของเราคือเมืองที่ได้ชื่อว่า “สวรรค์ของอาร์ตตัวแม่” เมืองนี้เป็นเมืองที่เราชอบมากที่สุดในทริปนี้เลย 

 

MEDINA OF ASILAH

 

 

Rating: 

Asilah เป็นหมู่บ้านชาวประมงเล็กๆ ตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตเลนติก เคยเป็นเมืองขึ้นของประเทศสเปนมาก่อน ดังนั้นคุณจะเห็นว่า วัฒนธรรมของที่นี่เกิดจากการผสมผสานของวัฒนธรรมสเปนและวัฒนธรรมโมร็อคโค เมืองนี้เริ่มโด่งดังขึ้นในปี 1978 ซึ่งเป็นปีที่นาย Mohammed Melehi ศิลปินคนนึง และนาย Mohamed Benaïssa ผู้เป็นช่างภาพและนักการเมือง ทำการเชื้อเชิญศิลปินและจิตรกรจากทั่วทุกมุมโลก มาสร้างสรรค์ผลงาน ทำการเนรมิตรผนังสีขาวในเมือง Asilah ให้กลายเป็นสีสันสวยงาม วัฒนธรรมนี้ได้ดำเนินต่อมาเรื่อยๆ จนกลายเป็น  International Cultural Moussem of Asilah ซึ่งเป็น Festival ที่จัดขึ้นทุกๆ ปีในช่วงหน้าร้อน (สิงหาคม) จะมีดนตรี การขับร้อง การขับกลอน และที่สำคัญคือจะมีการแข่งขันวาดรูปบนกำแพงเมือง ผลงานของใครที่ได้รับรางวัลก็จะได้อยู่บนกำแพงต่อไป ของใครที่ตกรอบก็จะถูกสีขาวทาทับไป หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จ้า…

 

 

ดังนั้นๆ กิจกรรมหลักๆ ของนักท่องเที่ยวอย่างเราเวลามาเยือน Asilah แห่งนี้ก็คือการเดินชื่นชมศิลปะตามกำแพง ฝาผนัง ที่จะเห็นได้เรื่อยๆ ในส่วนของเมดิน่านั่นเอง

 

ร้านขายภาพวาดและศิลปะ จะเห็นได้เรื่อยๆ ในเมดิน่า
ใครอยากได้ Henna ก็มีให้นั่งทำนะจ๊ะ
ร้านขายของอาร์ตๆ วางริมทางเดินเต็มไปหมด

 

นอกจากนั้น ก็ยังมีอาร์ตตัวแม่หลายคนที่รังสรรค์ผลงานตามข้างถนน และก็ขายของกันตรงนั้นเลย เป็นเมืองที่อาร์ตสุดๆ ตอนแรกไม่คิดว่าจะอยู่นาน แต่เดินไปเดินมา เราอยู่กันเกือบสองชั่วโมงแหน่ะ เมืองนี้เรา highly recommend เลย เพราะมันมีจุดเก๋ให้เดินเล่นถ่ายรูปเต็มไปหมด และที่สำคัญนักท่องเที่ยวยังไม่เยอะเหมือนเมืองอื่นๆ ไม่ต้องต่อคิวถ่ายรูปหรือเดินแล้วไหล่ชนกัน

 

หลังจากอิ่มกะศิลปะฝาผนักและ Grafiti กันไปแบบเต็มๆ เราก็เดินทางต่อไปยังเมืองราบัด เมืองหลวงของประเทศโมร็อคโคกันค่ะ…

 

MAUSOLEUM OF MOHAMMED V

 

 

Rating: 

เมืองราบัต (Rabat) มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ย้อนไปตั้งแต่สมัยก่อนโรมันโน้นนน…เมืองนี้เป็นเมืองหลวงของประเทศโมร็อคโคมาตั้งแต่ปี 1912 และยังคงความยิ่งใหญ่ไว้เสมอมา ที่เที่ยวที่แรกที่เราแวะไปคือ สุสานของกษัตริย์โมฮัมเหม็ด ที่ 5 เป็นสุสานใหญ่สุดของประเทศ เปิดให้เข้าฟรี มีลานจอดรถ (และมีคนเดินเก็บตังค์ค่าจอด)

 

 

สุสานแห่งนี้ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณเดียวกับมัสยิดฮัสซันอันแรก (Hassan Mosque) ที่สร้างมาเมื่อเกือบหนึ่งพันปีก่อน ตัวมัสยิดเองจะไม่อนุญาตให้ non-muslim เข้าไป ด้านในเป็นส่วนสุสานที่มีระเบียงรอบให้คนสามารถยืนเคารพพระศพและชื่นชมความงามของสถาปัตยกรรมได้ จุดเด่นอยู่ที่โดมหลังคาขนาดใหญ่ ด้านใน ที่มีการประดับลวดลายสุดอลังการด้วยทอง และกระจกหลากสี โอ้ว แสบตามากจริมๆ 

 

 

ใกล้ๆ กันจะเป็น Hassan Tower  ซึ่งตอนแรกกษัตริย์ตั้งใจจะสร้างให้อลังการดาวล้วนดวงกว่าใครเพื่อน คือกว้างด้านละ 16 เมตร สูง 80 เมตร แต่ทำจริงๆ แล้วไม่เสร็จ (อ๊ะ ทำไมเหตุการณ์คุ้นๆ เหมือนทำ software อะไรซักอย่าง “สิ่งที่คิด มักจะไม่เหมือนสิ่งที่ได้สินะ”…) กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ก็ม่องเท่งไปซะก่อน จึงทิ้งไว้เพียงแค่นั้น เหลือเพียงเสากระจัดกระจายกับหอยักษ์ให้เราชมเท่านั้นเอง

 

 

KASBAH DES UDAYAS

 

 

Rating: 

ห่างจาก Hassan Tower ไปไม่ไกล เป็นที่ตั้งของ Kasbah Des Oudayas ซึ่งเป็นส่วนเมืองเก่าที่ติดทะเล เมืองนี้เริ่มแรกก็สร้างให้มาเป็นทั้งอารามและป้อมปราการ โดยอีป้อมปราการนี่แหละ มันโด่งดังมาจากหนังเรื่อง Mission Impossible  ตอน Rogue Nation (ซึ่งเป็นตอนที่ทอม ครูซ ขับรถ BMW ซิ่งลงบันได ตามจี้มาด้วยแก๊งค์มอเตอร์ไซด์ BMW เช่นกัน) เนื่องจากเวลาที่จำกัดมาก เราจึงไม่ได้เข้าไปเดินในเมดิน่า แต่เดินเล่นถ่ายรูปอยู่ตรงป้อมปราการ UDAYAS นี้เท่านั้น

 

 

จากเมืองราบัด เราใช้เวลาเพียงแค่ชั่วโมงเดียวก็ถึง Casablanca กว่าจะถึงก็มืดพอดี เราทานอาหารค่ำกันที่ร้านอาหารไทย ร้าน Yawatcha ในเมือง Casablanca นับว่าเป็นอาหารไทยมื้อที่ 2 ที่เราทานกันที่ประเทศโมร็อคโค ก่อนที่เราจะเข้า Checkin ที่โรงแรม เราพักที่ Casablanca กัน 2 คืนด้วยกันค่ะ

 

MOSQUE OF HASSAN II

 

 

Rating: 

เอาจริงๆ ในเมือง Casablanca แห่งนี้มีที่เที่ยวหลักๆ อยู่ที่เดียวก็คือ Mosque of Hassan II ซึ่งเป็นสุเหร่าที่ใหญ่ที่สุดในทวีปแอฟริกา บ้างก็ว่าเป็นสุเหร่าที่สวยที่สุดแห่งนึงของโลก ที่นี่จุดคนได้ถึง 25,000 คน การจะเข้าไปชมภายในสุเหร่า คุณจะต้องซื้อตั๋ว ซึ่งจะมาพร้อมกับไกด์ทัวร์ คนขายนี่หน้าตาอาหรับแต่พูดจีนคล่องเว่อ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนจีนมาเที่ยวกันเยอะแค่ไหน คุณมี Option เลือกว่า จะเอาไกด์ภาษาอะไร แน่นอนว่า ไม่มีภาษาไทย 5555 แต่ไกด์พูดภาษาอังกฤษชัดและช้ามาก ฟังเข้าใจง่าย หายห่วง โดยทัวร์จะแบ่งเป็นรอบๆ มีหลายช่วงเวลาดังนี้

  • Sat-Thu: 9am, 10am, 11am, noon, 3pm & 4pm.
  • Fri: 9am, 10am, 11am, 3pm & 4pm 

ใกล้ๆ กับสุเหร่าจะมีลานจอดรถกว้างขวาง จอดสบายๆ ไม่ต้องแย่งกะใคร (และดูเหมือนว่าจะไม่มีคนมาเก็บตังค์นะ) 

 

 

พอเข้าไปด้านใน ก็จะมีป้ายเขียนภาษาติดไว้ตามเสาต่างๆ ซึ่งเป็นกรุ๊ปที่จะพูดภาษาต่างๆ กัน คุณก้อเลือกเอาภาษาตามที่คุณชอบ คุณไกด์เล่าให้ฟังว่า สุเหร่าแห่งนี้ ถูกออกแบบและสร้างขึ้นโดยนักสถาปนิคชาวฝรั่งเศสผู้ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในประเทศโมร็อคโค แต่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามแต่อย่างใด หากแต่เค้าเป็นเพื่อนของกษัตริย์โมร็อคโคนั่นเอง 555 (เด็กเส้น) สุเหร่าแห่งนี้ใช้คนสร้างทั้งหมด 10,000 คน ตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีเวลาหยุดพัก ใช้เวลาทั้งหมด 7 ปีจึงแล้วเสร็จ ชิ้นส่วนทั้งหมด ทั้งไม้และหิน เอาจากประเทศโมร็อคโคทั้งสิ้น ยกเว้นเสาหินที่เป็นประตูตรงกลางเอามาจากประเทศอิตาลี

 

 

จุดเด่นของที่นี่เห็นจะเป็น Location ของมัน ซึ่งเค้าออกแบบให้มันอยู่ริมทะเล ดูแล้วจะเหมือนมันลอยน้ำอยู่ นอกจากนั้น ที่เรารู้สึกว่า เหยยยย โคตรเก๋ คือเพดานของสุเหร่าแห่งนี้ เปิดได้จ้าาาา (เปิดมาแล้วแบบกลายเป็นเหมือนสนามรังนกไรงิ ให้อารมณ์เหมือนสนามบอลเปิดเพดานได้ ยังไงหยั่งงั้นเลย) คุณไกด์บอกว่า ภายในสุเหร่าแห่งนี้ไม่มีแอร์ ดังนั้นหน้าร้อน ก็จะสามารถเปิดเพดานเพื่อระบายอากาศได้… แล้วหน้าหนาวหล่ะ? คุณไกด์บอกว่า พื้นของสุเหร่าที่ทำด้วยหินอ่อนเหล่านี้ ข้างล่างมีฮีตเตอร์จ้าาาา โอ้ววว จะหนาวจะร้อน ก็ละหมาดได้ตลอดเวลาสินะ เริ่ด! 

 

 

Ontheroadstory Tips
เวลาที่คุณเข้าไปในสุเหร่าแล้ว เราแนะนำว่าอย่าเพิ่งรีบจอยกรุ๊ปทัวร์ ให้เดินหามุมถ่ายรูปสวยๆ ก่อน เพราะเมื่อคุณจอยกรุ๊ปทัวร์ไปแล้ว จะต้องเดินตามคุณไกด์ไปตลอด แม้ว่าเค้าจะให้เวลาถ่ายรูปบ้าง แต่มันจะเป็นการเดินแบบ one way คือ เค้าจะพาชม Hall ใหญ่ที่อยู่ด้านบนก่อน และจะพาเดินนำไปชั้นล่างของสุเหร่า แล้วคุณจะเดินย้อนกลับมาข้างบนไม่ได้อีก มีเจ้าหน้าที่เฝ้า ถ้าจะเข้ามาอีกต้องซื้อตั๋วใหม่ คุณไม่สามารถเดินกลับไปกลับมา หรือขึ้นๆ ลงๆ ไปถ่ายตามที่ๆ ต้องการได้

 

ด้านในสุเหร่า จะมีด้านที่หันออกหาทะเล ถ่ายรูปย้อยแสงกลับไปก็จะไปภาพประมาณนี้
สุเหร่าแห่งนี้ detail เยอะมาก หันไปทางไหน ซ้ายขวา บนล่างก็สวยไปหมด
แชนเดอร์เรียอันนี้ เป็นอันเดียวที่ไม่เกิดการผุกร่อนเนื่องจากปฏิกิริยา Oxidation

 

หลังจากเที่ยวแบบได้ความรู้เต็มๆ จากคุณไกด์แล้ว ใกล้ๆ กับสุเหร่า เราอยากให้เพื่อนๆ ลองเดินไปดู มันจะมีทางลงไปยังหาดทรายได้ ตรงนั้น คุณจะเห็นคนจีนนั่งขุดหินขุดทรายอยู่ประปราย มันคืออะไร? เค้าไปขุดอะไรกันตรงนั้น?

 

 

คำตอบคือ “อูนิ” จ้าาาา นี่มันสวรรค์นักกินชัดๆ ใช่แล้วค่ะ มันคือหอยเม่นที่มันมาอยู่อาศัยตามซอกหินข้างๆ สุเหร่าดังแห่งนี้นี่เอง จากการสอบถามคนจีนละแวกนั้น เค้าบอกว่า เดินออกไปหน่อย คุณก็จะได้เจอกับเป๋าฮื้อสดๆ ตัวเบ้งๆ แบบเก็บไม่หมดเลยทีเดียว!!! น่านไง ชาวไหนเล่าจะรังสรรค์หาของกินเท่าชาวจีน…. เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆ อยากกินอูนิหรือเป๋าฮื้อสดๆ แบบ ฟรีๆ ก็หาได้ที่นี่ อยากลืมพกมีด โชยุ และวาซาบิไปด้วยนะ เด๋วจะไม่ครบเครื่อง!

 

ที่เห็นนี่มันยังเดินได้อยู่เลยนะ
แหล่งอาหารอันโอชะ ข้างๆ สุเหร่าดังนี่เอง

 

จากสุเหร่า Hassan ที่ 2 มีอีกจุดนึงที่เราแนะนำให้เพื่อนๆ แวะไป มันคือตรงแหลมรูปพระจันทร์เสี้ยวที่ยื่นออกไปในทะเล ตรงข้ามกะ Hassan II นั่นแหละ จุดนี้ เมื่อมองกลับไปที่สุเหร่า คุณก็จะถึงบางอ้อว่า ทำเค้าถึงเรียก Hassan II Mosque ว่า “สุเหร่าลอยน้ำ” บริเวณนี้มีที่จอดเยอะแยะเลย ถ้าคุณอยากจะนั่งชิว จิบชากาแฟพร้อมกันชมวิสุเหร่าลอยน้ำยามบ่าย แนะนำร้านนี้เลยค่ะ Boca Chica

 

ใกล้ๆ มีคนมาตกปลาเยอะเชียว
นี่ก้ออีกคน “ชั้นนั่งตกปลาอยู่ริมตะหลิ่ง”

 

RICK’s CAFE
 

 

 

Rating: N/A

ใครที่เคยดูหนังเรื่อง Casblanca คงคุ้นชื่อสถานที่แห่งนี้เป็นแน่ และยังเพลงประกอบหนังชื่อ Casablanca ร้องโดย Bertie Higgins อีก คาเฟ่แห่งนี้เปิดบริการตั้งแต่ปี 2004 โดยสร้าง”เลียนแบบ”บาร์ในหนังคลาสสิกเรื่อง Casablanca ซึ่งตอนแรกเราคิดว่า เหยยย ได้มา Casablanca ทั้งที ก็ต้องมาที่นี่ตามรอยภาพยนต์ด้วยรึเปล่า แต่จากการอ่าน review ของหลายๆ คนพบว่าร้านนี้ขายอาหารและเครื่องดื่มแพงเกินราคาจริง แถมยังเนืองแน่นไปด้วยนักท่องเที่ยวจีนอีก ไม่คลาสสิกเอาซะเลย เราก็เลยทำการ skip ที่นี่ไปค่ะ

 

MOROCCO MALL
 

Rating: 

เราปิดท้ายด้วยการไป shopping ใน mall ที่ใหญ่ที่สุดในโมร็อคโค เป็นห้ามสรรพสินค้าที่อยู่ริมทะเล จุดประสงค์คือไปซื้อของฝาก ถ้าคุณเบื่อหน่ายกับการต่อรองราคาตามตลาดในเมดิน่า ที่นี่มีทุกอย่างที่คุณอยากได้ ทั้งน้ำมัน Argan oil, olive oil, น้ำหอมโมร็อคโค, เสื้อหนัง, บลาๆ ในราคาที่คุณไม่ต้องเสียเวลาต่อ ที่นี่มี supermarket ด้วย มีร้านแบรนด์แนมตลาดๆ อย่าง Gap หรือ Zara ไปจนถึง high-end อย่าง LV, Prada, Feragamo นอกจากนั้นยังมี aquariam อยู่ชั้นใต้ด้วย (แนว Siam Paragon เลย) ตอนที่เราไปเค้ากำลังจัดงานธีม Christmas อยู่ เราก้อยังงงๆ อยู่ว่า อ๊ะ ประเทศนี้เค้าเป็นมุสลิมนะ ไหงมีงานคริสมาส กะเค้าด้วย 5555 เราใช้เวลาเดิน shopping กันครึ่งวันก้อยังไม่รอบ เดินจนหมดแรง ซื้อของฝากจนครบ ก็กลับโรงแรมแพ็คกระเป๋าสบายใจ

 


 

EAT & SLEEP
 

Sheraton Casablanca Hotel & Towers

Rating: 

โรงแรมนี้แม้ว่า location จะดี แต่โรงแรมเก่ามากถึงมากที่สุด ลิฟท์เวลาขึ้นนี่ ประตูลิฟท์สั่นผับๆ น่ากลัวมาก เป็น Sheraton ที่ห่วยที่สุดเท่าที่พักมากเลย แถมไม่ได้ standard โรงแรม 5 ดาวเลย valet ก้อไม่มี พนักงานก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อาหารใน Club louge ก็ไม่ได้เรื่องเลย มีแต่ถั่วและอาหารอาหรับที่ selection  น้อยมากๆ แถม soft drink นี่ก็แบบเป็นขวดแก้วจ้า จะกินทีต้องให้พนักงานมาเปิดขวดให้ ไม่สะดวกสุดๆ โรงแรมนี้ทิ้งไว้อีก 10 ปีนี่ น่าจะขึ้นพิพิธภัณฑ์โรงแรมเก่าระดับโลกได้เลยนะ ไม่แนะนำอย่างแรง

 

Café Restaurant Cap Spartel

 

Rating: 

ร้านคาเฟ่แห่งนี้บรรยากาศดี Location ดี หันหน้าออกหาทะเล มีทั้งที่นั่ง  indoor และ outdoor เราสั่งชา กาแฟ และเครปมาทานเป็นอาหารเช้า ราคาไม่แพง ห้องน้ำสะอาด มีที่จอดรถเป็นลานกว้างๆ สะดวกมากเลยค่ะ

 

 

Yawatcha

Rating: 

เป็นร้านอาหารไทยใน Casablanca เชฟที่นี่เป็นคนไทย รสขาติอาหารพอใช้ได้ แต่ไม่ถึงกับรสจัดแบบอาหารไทยเป๊ะๆ ราคาปานกลาง เวลาสั่ง ให้บอกเด็กเสริฟว่าเป็นคนไทย ขอรสจัดๆ ก็ช่วยได้บ้าง ภายในร้านตกแต่งสวย สามารถหาที่จอดแบบข้างถนนได้ในซอยใกล้ๆ

 

 

He Ping (Chinese Restaurant)

Rating: 

ร้านอาหารจีนในเมือง casablanca ราคาค่อนข้างแพงแต่รสชาติอร่อยมาก อาหารที่เราสั่งก็เป็นประเภท กึ๋นผัดเผ็ด ปลานึงซีอิ้ว ไข่เจียว ผัดผักอะไรเทือกนี้แหละ เราแวะทานที่นี่ช่วงกลางวันก่อนจะไปช้อปปิ้งต่อที่ Casablanca Mall

 


DRIVING & PARKING TIPS
 

  1. การขับรถที่นี่ ขับชิดขวา (พวกมาลัยซ้าย)
  2. การเช่ารถ จากการโทรศัพท์ถามหาก่อนมา บางเจ้า require international driver license บางเจ้าไม่ require เราก้อเลยทำมาเผื่อ ครั้งนี้เราใช้บริการของ Europcar เป็น Jeep Cherokee บริการโอเค เก็บ deposit ไม่แพง รถที่ได้สภาพกลางเก่ากลางใหม่ 
  3. ที่โมร็อคโค จอดรถข้างถนนได้เลย แค่ดูว่าไม่ใช่ขาวแดงก็จอดได้หมด โดยส่วนใหญ่ จะมีคนมาโบกให้จอด แล้วมาเก็บตังค์ค่าจอด แต่ดูๆ แล้วไม่มีมาตรฐานเลย เราให้ 10-20DH ตามแต่โอกาส ไม่รู้เจ้าหน้าที่เก็บตังค์ของจริงของปลอม แต่เราจ่ายไปก่อน เพื่อความชัวร์ แต่ถ้าไม่มีคนโบก ก้อจอดฟรีๆ สบายไป
  4. ถนนเชื่อมระหว่างเมืองยังไม่ค่อยดีนัก ถนนส่วนมากจะมีแค่สองเลนสวนกัน ยกเว้นถนนที่เชื่อมระหว่าง Rabat-Casablanca และ Casablanca-Marrakech ที่ดีหน่อย มีหลายเลน ถนนเรียบ บางช่วงเป็น highway จะมีด่านทางด่วนเป็นระยะๆ 
  5. การขับรถระหว่างเมือง มีป้าย speed limit เป็นระยะๆ และมีตำรวจเกือบจะตลอดทาง โดยส่วนมาก จะตั้งด่านตรงก่อนเข้าเมืองและก่อนออกจากเมือง มีปืนยิงตรวจจับความเร็วข้างกาย พร้อมปรับตลอดเวลา ดังนั้น เวลาขับ ต้องดูป้ายจำกัดความเร็วให้ดี เราโดนตั๋วมาแล้ว ขับ 85 km/hr ในเขต 60 km/hr จัดไป 300 DH เหนาะๆ

 


 

MONEY EXCHANGE
 

จากประสบการณ์เรา exchange rate ในสนามบินห่วยสุด ตรงรับกระเป๋านี่ห่วยสุดเลย คือแค่เดินออกมาข้างนอกตรง arrival hall ยังเรตดีกว่าอี๊กกก อีข้างในตรงรับกระเป๋านี่มีมุขแบบ แลกเยอะได้เรตดีกว่า อย่าเชื่อ! ออกมาแลกข้างนอก หรือมาแลกในเมืองก็ได้ เรตดีกว่า ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้แลกไปนิดเดียวก่อน สำหรับเรา เราแลกเพื่อซื้อซิม card ที่เค้าตั้งบูธขายอยู่ตรงสายพานรับกระเป๋านั่นแหละ แล้วค่อยมาแลกเพิ่มข้างนอกอีกที

 


 

และแล้ว… เราก็จบ Road Trip การเดินทางอันยาวไกลของเราที่ Casablanca แห่งนี้ ขอบคุณเพื่อนๆ ที่คอยติดตามอ่านมหากาพย์โมร็อคโคของเราจนจบ หากมีข้อผิดพลาดหรือมีคำแนะนำอะไร ก็ติชมมาได้ที่ ontheroadstory page ของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ทริปหน้าจ้าาา

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *