Medina (เมดิน่าหรือ Al-madīnah เป็นภาษาอาหรับ ใช้เรียกชุมชนเก่าในทวีปแอฟริกาเหนือ เมื่อย่างก้าวเข้าไปในเมดิน่า คุณจะรู้สึกเหมือนข้ามไปยังอีกโลกนึง โลกที่ถูกโอบล้อมไปด้วยกำแพงสูงชัน มีทางเดินสายแคบๆ เชื่อมต่อกันเป็นเหมือนใยแมงมุม ด้านในมีทั้งตลาด มัสยิด บ้านเรือนผู้อยู่อาศัยและสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่เต็มไปหมด จุดประสงค์ของการสร้างเมดิน่าคือเพื่อป้องกันข้าศึก และนั่นก็เป็นเหตุผลหลักที่เมืองใหญ่ๆ ในทวีปอัฟริกาเหนือ ไม่เว้นแม้ที่โมร็อคโคจะนิยมสร้างเมดิน่ามาตั้งแต่เมื่อสมัยก่อน โดยเมดิน่าของแต่ละเมืองก็มีลักษณะ จุดเด่น และเรื่องราวแตกต่างกันไป วันนี้เราจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยว Medina of Fes และ Medina of Chefchaouen กันค่ะ 

 

จากตอน 2 ที่เราพาเพื่อนๆ เข้าทะเลทรายและไปค้างกันอยู่ในซาฮาร่าหนึ่งคืน วันนี้เราขับรถออกจาก Merzouga มุ่งหน้าขึ้นเหนือ จุดมุ่งหมายของวันนี้ ยู่ที่เมือง Fes ระยะทางก็ร่วมๆ 500 กิโล… just another day of “นั่งรถตูดบาน”

 

เราแวะทานอาหารกลางวันกันที่เมือง Midelt ซึ่งเป็นเมืองระหว่างทางที่จะไป Fes เป็นร้านอาหารโมร็อคโค อร่อยมากเหมือนกันชื่อร้าน Le Pin สงสัยเราจะชอบอาหารโมร็อคโคนะเนี่ยะ ยังไม่เจอร้านไหนไม่อร่อย 5555 ภูมิประเทศระหว่างทางจะแตกต่างกับขาที่เรามุ่งหน้าเข้าสู่ทะเลทราย ขาขึ้นเหนือนี่ ภูมิประเทศจะเป็นที่ราบสลับหุบเขาเล็กๆ ซะส่วนใหญ่ ขับๆ ไปอาจมีเผลอง่วงได้ แต่ถนนก็ยังเป็นสองเลน สวนกันเหมือนเดิม เรานั่งรถกันยาวๆ ปจนกระทั่งถึงเมือง Ifran เข้าใจเลยว่าทำไมเค้าถึงเรียกว่า “The Switzerland of Morocco”

 

หน้าตาตึกรามบ้านช่องในเมือง Ifran ไม่เหมือนเมืองอื่นๆ ในโมร็อคโคจริงๆ
“Lion Ifrane” สัญลักษณ์ของเมือง (ไม่ใช่มิกกี้เม้าส์นะ มาได้ไงเนี่ยะ!?!)

เมือง Ifran ไม่เหมือนเมืองอื่นตรงที่ เป็นเมืองสร้างอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 5,460 feet ตั้งอยู่ในหุบเขาที่เต็มไปด้วยต้นสน อากาศเย็นสบาย ไม่มีฝุ่นทรายแม้แต่นิดเดียว ลักษณะบ้านเรือนก็เป็นแนวยุโรปหลังคาแดง ล้อมรอบไปด้วยสวนและทะเลสาบ แถมมันยังมีลานสกีอีกด้วย เราแวะพักรถ เข้าห้องน้ำ เดินเล่น และนั่งจิบชากาแฟ พร้อมกับชมเมืองสวยๆ อยู่ซักพัก ก็ออกเดินทางต่อ กว่าจะไปถึง Fes ก็ค่ำพอดี เราอยู่ที่เมือง Fes กัน คืน เที่ยว Fes เต็มๆ วันถ้วน 

Fes – เมืองที่เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของโมร็อคโคมาก่อน เป็นหนึ่งในเมดิน่าที่เก่าแก่และใหญ่ที่สุดในโลก สร้างขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ และเป็นหนึ่งในเมดิน่าที่ได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี เรามาดูกันว่าที่นี่ มีอะไรเที่ยวบ้าง

THE ROYAL PALACE IN FEZ

Rating: 

พระราชวังเมืองเฟสที่ไม่เปิดให้คนเข้าไปเยี่ยมชม….ใช่แล้ว ง่ายๆ แบบนั้นเลย เราก็เลยได้แต่ถ่ายรูปประตูทางเข้าที่ดูเหมือนว่า มันจะกลายเป็นสัญลักษณ์เมืองเฟสไปแล้ว ประตูทางเข้าที่ทำจากทองเหลืองสีทองอร่ามมาก ตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสครูปทรงเรขาคณิตสีสันสดใส และไม้ซีดาร์แกะสลัก 

ประตูอลังการมาก

คุณสามารถเข้าไปจอดรถตรงลานจอดรถใกล้ๆ ได้เลย (พิกัดซึ่งตรงนั้นเองจะมีตลาดขนาดย่อม ที่เราสนใจคือเค้าจะมีแผงขายผลไม้ชนิดหนึ่ง ดูแล้วทำไมคุ้นตาอย่างแรง ถามไปถามมาได้ความว่า อ๋อ~~~ มันเป็นผลจากต้นกระบองเพชรนี่เอง เหยยย กินได้ด้วยแฮะ ลองซื้อมากินอันนึง ข้างในเป็นเนื้อนิ่มๆ หวานมาก แต่เม็ดเยอะมาก กินไปถุยไปตลอดทาง แปลกดี แนะนำว่าให้ลองซักคำ จะได้ไม่เสียดายทีหลัง

Cactus Fruit – อร่อยรึเปล่า ไม่ขอบอก ต้องลองเอง

จากนั้นเรามุ่งหน้าไป Medina วันนี้โปรแกรมเราจะเที่ยวในเมดิน่าทั้งวัน Concierge ที่โรงแรมแนะนำให้เราไปจอดรถแถว Batha พอไปถึงก็มีคนมาโบกๆ ให้จอด ถามเราจอดนานมั้ย เราบอก 2-ชั่วโมง (จริงๆ แล้วเราเข้าไปในนั้นเกือบ 5-6 ชั่วโมงได้) เก็บเงินไป 20 DH

MEDINA OF FES

Rating: 

ถ้าถามเราว่ามา Fes ต้องทำอะไร อย่างแรกที่จะบอกคือ Get Lost in Medina ผ่าง!!! แน่นอนว่า… การเดินเข้าไปในเมดิน่าที่ทั้งซับซ้อนและใหญ่ขนาดนี้ เรามั่นใจว่าเราต้องหลงอยู่ในนั้นแน่นอน ตามชื่อตอน เดินงงในดงเมดิน่า” ด้วยเหตุนี้ เราจึงหาไกด์ท้องถิ่นเพื่อพาเราเข้าไป และแน่นอนว่า หาง่ายมากกกก นั่งเสนอตัวอยู่ตามหัวมุมถนนรอบเมดิน่าเลย เราได้มาคนนึง (คือลงรถแล้วนางนั่งอยู่ตรงนั้นเลยนางบอกนางชื่อ Abdul เป็นนักศีกษามหาวิทยาลัย บ้านอยู่ในเมดิน่า เกิดและโตที่นี่ จากนั้นก็ตกลงเสร็จสรรพ์ 150 DH สำหรับการเป็น Local guide 2 ชั่วโมง

ว่าแล้วนางก็นำเข้าตรอกนั้นออกตรอกนี้ มีที่เก๋ๆ ให้ถ่ายรูปเต็มไปหมด ทางที่เราเดินเข้ามาไม่ได้ผ่านประตูใหญ่อย่าง Blue Gate แต่เป็นทางที่คน Local ใช้เดินสัญจรภายในเมดิน่า ดังนั้น เราจะไม่เจอกรุ๊ปทัวร์ใดๆ เลยระหว่าง จะมีก็แต่คนท้องถิ่น ลูกเด็กเล็กแดง คุณลุง คุณป้า และนักท่องเที่ยวเป็นกรุ๊ปเล็กๆ 2-3 กรุ๊ป เดินสวนมาประปราย Abdul เตือนตลอดทางว่าให้ระวังกระเป๋า ทางเดินบางช่วงกว้างขนาดรถมอเตอไซด์ผ่านได้ บางช่วงแคบจนขนาดคนเดินสวนกันยังไม่ได้ นางเชี่ยวมาก เดินทักคนตลอดทาง 

 

Abdul เล่าให้ฟังว่า ด้านในใหญ่และซับซ้อนมาก มีคนอาศัยอยู่ด้านในถึง 2 แสนกว่าคน มี Mosque ข้างใน 200 กว่าแห่ง มีหลายร้อย square อยู่ด้านใน เดินไปซักพั เราก็ไม่รู้ว่าตอนนี้เราอยู่ตรงไหนของแผนที่ อย่าคิดว่า google จะช่วยได้นะคะ เพราะของจริงกะบน map ไม่เหมือนกันเป๊ะๆ ที่แรกที่นางพาเราไปคือ Riad Hotel แห่งนึง เพื่อเข้าห้องน้ำ เห็นประตูทางเข้าเล็กๆ เข้าไปเจอโถงกว้าง หลังคาเปิดโล่ง ตั้งแต่พื้นยันผนังตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสคสวยงามมาก แค่จุดแวะแรก (จุดแวะฉี่ก็ทำนางเสียเวลาอยู่นาน 5555 เพราะเรามัวแต่ตะลึงในความสวยของ Riad แห่งนี้

 

 

ต่อจากนั้น นางพาเราไป Riad อีกแห่งนึงซึ่งเป็นโรงเรียนศิลปะ มีทั้งวาดรูป แต่งกลอน และดนตรี ตอนที่เราเข้าไปเยี่ยม โรงเรียนเป็นวันปิดพอดี แต่นางก็ให้เราเข้าดูห้องต่างๆ พร้อมทั้งพาขึ้นไปยังชั้น ของ Riad ซึ่งเป็นชั้นดาดฟ้า สามารถเห็นวิวได้ทั่วเมดิน่าเลย

 

จากดาดฟ้าของโรงเรียนศิลปะแห่งนึงมในเมดิน่า สามารถมองเห็นทั้ง medina จากมุมสูงได้หมด
เห็นนกนั่นมั้ย?
โรงเรียนที่นี่ แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนสห แต่เวลานั่งเรียน เด็กหญิงกะเด็กชายต้องนั่งแยกโต๊ะกันคนละฝั่งนะจ๊ะ
ยังมีผลงานของเด็กๆ วางตากอยู่เบย
ใจกลางโรงเรียน สวยมาก

ระหว่างทาง Adbul ให้เราสังเกตประตูที่เราเดินผ่านเกือบทุกบานในเมดิน่า ว่าจะมีสัญลักษณ์คล้ายมือผู้หญิงอยู่ (ดูอยู่นาน คล้ายตรงไหน?จริงๆ แล้วสัญลักษณ์นี้เรียกว่า “Hand of Fatima” หรือ “Hamsa” เป็นสัญลักษณ์ของการป้องกันความชั่วร้าย เป็นที่นิยมใช้ใน Middle East และ North Africa อ่าว แอบได้ความรู้อีกแหน่ะ 

“Hand of Fatima”

ยังคงอยู่ทีประตูอีกเช่นกัน Abdul ยังให้เราสังเกตต่อว่า ทำไมประตูบางบานจะมีที่เคาะประตู 2 อัน?

คำเฉลยคือ จุกล่างใช้เคาะเพื่อเรียกคนที่
พักชั้นล่าง จุกบนใช้เคาะเพื่อเรียกคนที่พักชั้นบนจ้า เพราะเสียงเคาะจะไม่เหมือนกัน แท่มแทม!!! เล่นกันง่ายๆ แบบนี้เลย

Abdul เล่าให้ฟังว่า คนที่อาศัยอยู่ในเมดิน่าส่วนใหญ่จะทำงานอาชีพประเภทงานฝีมือกัน ทั้งทำหนัง (ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนก็รู้ว่า Fes เป็นเหมือนที่ส่งออกเครื่องหนังมากที่สุดในประเทศ) ทำพวกเครื่อง ceramic และพรมอีกด้วย Abdul พาเราเข้าซอกซอยและแวะไปเยี่ยมโรงงานขนาดเล็กต่างๆ ก็ได้ความรู้ไปอีกแบบ ไม่น่าเชื่อว่าเราจะตั้งใจฟังนางไปจนจบ 5555

ลุงคนนี้กำลังย้อมสีหนังอยู่
สีต่างๆ ที่ใช้ในการย้อมสีหนัง
การทอพรมก็เป็น otop อีกอย่างนึงของที่ Fes
เครื่องเซรามิค พวกจาน ชาม แจกันต่างๆ

THE TANNAERIES

Rating: 

สิ่งที่ทำให้เมือง Fes มีชื่อเสียงระดับโลก เห็นจะเป็นแหล่งฟอกสีหนังที่เก่าแก่ที่สุดในโลก โดย UNESCO ยกย่องให้เป็น World Heritage Site แห่งนี้ เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จวบจนกระทั่งปัจจุบัน ที่นี่ยังคงรักษาวัฒนธรรม และกระบวนการฟอกสีหนังแบบเดิมทุกประการ และย่านเก่าแก่และใหญ่ที่สุด ที่สร้างสรรค์ผลงานเครื่องหนังสวยงามเหล่านี้ คือ Chouara Tannery ที่ประกอบกิจการและรูปแบบการฟอกหนังมากว่า 1,000 ปี แห่งนี้นี่เอง

 

Chouara Tannery แห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนใจกลางสุดของ เมดิน่า เราเดินผ่ากลางเมดิน่าไปจนสุด จึงเจอตึกแถวเก่าๆ ขนาดใหญ่ Abdul ชี้มือไปยังทางเข้าเล็กๆ แล้วบอกว่าทัวร์ของนางสุดแค่นี้เพราะนางต้องไปเรียนหนังสือต่อ พอเรามองดูเวลา โอ้วววว นี่เราเดินมาแล้ว ชั่วโมง!!! เราจ่ายนางไป 350 DH ก่อนที่นางจะบอกอำลาเราไป

 

เอายัดจมูกไว้ซะ ไม่งั้นอาจเป็นลมได้

 

หลังจากแยกกับ Abdul เรามุ่งหน้าไปที่ตึกหมู่ตึกที่ถ้าใครๆ อยู่แถวนั้น หลับตาก็รู้ว่าเป็นโรงฟอกหนัง เพราะกลิ่นมันเหม็นแต่ไกล เข้าไปปั๊บก็มีคนแจกต้นมินต์ให้เราคนละต้น เอาไปยัดไว้ในจมูก สบายใจ ขึ้นไปชั้นบนสุด เราก็จะเห็นภาพคลาสสิกอีกภาพหนึ่งที่หาดูได้ที่นี่ที่เดียวในโลก!! 

 

ขั้นตอนการทำความสะอาดและฟอกขาว อ๊ะ แอบมีเมเนเย่อร์มาคุมงาน ห้ามอู้นะ!
เหยียบทำให้หนังนุ่ม

 

โรงฟอกหนังแห่งนี้ ไม่ได้มีแต่หนังวัวเท่านั้นนะคะ หนังแพะ หนังแกะ ก็มีหมด ซึ่งทุกอย่างจะเป็นการฟอกแบบ traditional ทั้งหมด ทั้งการกัดสีหนังธรรมชาติด้วยกรดเกลือ กำจัดเส้นขนที่ติดมา จากนั้นก็ทำการจุ่มลงในช่องสีในขั้นตอนถัดมา โดยใช้สีจากยางไม้ เช่น สีเหลืองจาก Saffron หรือ สีจากต้นเทียน Henna เป็นต้น เป็นงานฟอกสีหนังด้วยมือและเท้า Manual สุดๆ โดยวิธีการนวดและเหยียบจะทำผืนหนัง นุ่มขึ้นและเกิดความยืดหยุ่น ปิดท้ายด้วยการนำผืนหนังไปตากบน rack ถือเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อนนำผืนหนังที่ฟอกสีเสร็จแล้วไปทำเป็นผลิตภัทฑ์ต่างๆ เช่นกระเป๋า เสื้อหนัง เป็นต้น 

 

life in the Tannery
Rack ตากหนัง
ขั้นตอนการฟอกสีหนังด้วยมือ

หลังจากเราชมโรงฟอกหนังเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาเราถูกฟอกบ้าง 555 ด้านล่างมีร้านค้าขายผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหนังเต็มไปหมด ทั้งเสื้อ jacket กระเป๋าเล็กใหญ่ รองเท้า และอื่นๆ ราคาโหดเอาเรื่อง เช่นเสื้อหนัง ตัวละ 300 euro มีมุขแอบมากระซิบว่า เอางี้ เด๋วผมลดให้พิเศษสุดๆ 150 euro แต่เอาให้เค้า  50 euro เป็นค่าปิดปาก เห้ย! มีงี้ด้วย  สรุปว่าราคาจริงๆ คือเท่าไหร่เนี่ยะ งงมาก สุดท้าย ไม่ได้ซื้อ … เอาจริงๆ การซื้อของ บางทีไม่มีราคากลาง เราก็ลำบากใจจะซื้อ เพราะไม่อยากซื้อมาแล้วรู้สึกว่า “ตรูโดนต้มป่ะเนี่ยะ”

ผลิตภัณฑ์จากหนังเมืองเฟส

จากโรงฟอกหนัง เราย้อนกลับมาที่ Blue Gate โดยการนั่งรถแท็กซี่เพราะขี้เกียจเดินกลับเอง แถมถ้าต้องเดินกลับเองโดยไม่มี Abdul แล้ว เกรงว่าจะหาทางออกไม่เจอ เราแวะทานข้าวกลางวันที่ค่อนข้างเลทของเรา คือทานกันจะบ่ายสามแร๊ะ ที่ร้านอาหารจีนอยู่ติดๆ กับ Blue Gate (หาได้ไม่ยาก แม้ว่าไม่รู้ร้านชื่ออะไร แต่มีป้ายอยู่หน้าร้านเขียนเป็นภาษาจีน และภาษาไทยว่า “ร้านอาหารจีน”) รสชาติอร่อยเลย ถูกปากมาก 5555 เพราะตั้งแต่เข้าทะเลทรายไปก็กินแต่อาหารอาหรับตลอด ออกมาขออาหารจีนหน่อยละกัน หลังจากอิ่ม เราก็เดินไปเที่ยวต่อกันอีกที่คือโรงเรียนสอนศาสนา Bou Inania ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจาก Blue Gate

The Blue Gate – ทางเข้าหลักสู่ Medina of Fes

BOU INANIA MADRASA (FES)

Rating: 

MADRASA (มัดดารอซะฮ์เป็นคำอารบิกที่ใช้เรียกสถานที่ศึกษา ไม่ว่าจะเกี่ยวกับศาสนาหรือไม่ก็ตาม ซึ่ง Bou Inania Madrasa แห่งนี้เป็นทั้งมัสยิตและโรงเรียนสอนศาสนาที่โด่งดังในเมือง Fes สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 1351 โดยได้ชื่อมาจากสุลต่าน Abou Inan ซึ่งที่นี่เป็นที่สำคัญทางศาสนาไม่กี่แห่งที่อนุญาตให้บุคคลที่ไม่ได้นับถือศาสนาอิสลามเข้าไปเยี่ยมชม ด้านในตกแต่งด้วยกระเบื้องโมเสกตั้งแต่พื้นยันหลังคา ธีมออกสีเขียวๆ คือสวยมาก

Ontheroadstory Tips
ที่นี่จะมีเวลาเปิดๆ ปิดๆ ตลอดทั้งวัน ตามเวลาละหมาด ถ้าเพื่อนๆ ไปถึงเวลาละหมาดพอดีเค้าจะไม่ให้เราเข้าไป เราก็เดินเล่น ดูของ shopping ก่อนก็ได้แล้วกลับมาใหม่

ทำหน้า “งง” ทำไม?
BOU INANIA MADRASA

MEDERSA EL-ATTARINE
 

Rating: N/A

เป็นอีกโรงเรียนสอนศาสนาหนึ่งที่อยู่ในลิสเรา แต่เราไม่ได้ไป เพราะมันปิดปรับปรุงจนถึงปี 2020 (อ้างอิงจาก Lonely Planet) เราเข้าไปอ่านใน tripadvisor บางคนก็บอกปิด บางคนก็บอกเข้าได้ แต่เราตัดสินใจไม่ไป เพราะต้องเดินเข้าไปในเมดิน่าอีกรอบ เห็นแววผู้สูงอายุที่ไปด้วยแล้ว ไม่น่ารอด …

หลังจากเราใช้เวลาเดินในเมดิน่ากันเต็มๆ ตั้งแต่ 10 โมงเช้ายัน 5 โมง ก็ได้เวลากลับไปสลบที่โรงแรม เราได้ของติดไม้ติดมือกันมานิดๆ หน่อยๆ ทั้งกระเป๋า รองเท้า เครื่องหนังที่ระลึกต่างๆ แฮปปี้กันถ้วนหน้า เราเที่ยวอยู่ Fes กัน 1 วันเต็มๆ ก่อนจะออกเดินทางอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น จุดมุ่งหมายเราคราวนี้อยู่ที่เหมืองสีฟ้าแห่งโมร็อคโคเมือง Chefchaouen นั่นเอง

ไร่มะกอก ระหว่างทางจาก Fes ไป Chefchaouen

 

จาก Fes ขับไป Chefchaouen ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง เราข้ามเมือง Meknes ไปอย่างเหลือเชื่อเพราะจุดนี้ เราค่อนข้างเบื่อแนวประตูโค้งๆ เห็นมาจนเบื่อ  และดูท่าเมือง Meknes ก็เห็นแต่จะมีประตู Bab Mansour ที่เป็นที่เที่ยวหลักอยู่ที่เดียว เราจึงเลือกไปทางลัดเพื่อ save time ไปเที่ยวในเมือง Chefchaoeun ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่ไอเดียที่ดีนัก เพราะเส้นทางที่ไม่ได้ผ่านเมือง Meknes ถนนแย่มาก คือมันควรจะเป็นถนน 2 เลนสวนกัน แต่ถนนพังไปเลนละครึ่งนึง โอ้ว เวลารถสวนกันนี่ ต้องลงข้างทางกันไปคนละครึ่งคัน ขับลำบากมาก หมอกก็เยอะ เพราะรอบๆ นี่เป็นแนวเรือกสวนไร่นาตลอดทาง เอาเป็นว่าเส้นทางก็สวยไปอีกแบบ แต่ขับรถต้องระวังมากๆ ระหว่างทางจะผ่านสวนส้ม มีคนมาตั้งแผงขายส้มข้างทาง แนะนำว่าให้แวะซื้อเพราะทั้งสดทั้งถูก

 

MEDINA OF CHEFCHAOUEN 
 

Rating: 

Chefchaouen เมืองเล็กๆ ที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศโมร็อคโค เป็นเมืองที่อยู่ใน List A-Must ของเรามานานแล้ว ที่มาโมร็อคโคก็เพราะเมืองนี้ ถ้าถามว่าชอบเพราะอะไร คงจะตอบว่าเพราะสีฟ้ามั้ง เคยเห็นหลายครั้งแล้วทั้งใน magazine รายการเที่ยวต่างๆ ก็จำใส่หัวไปว่า เมืองสีฟ้า ต้องมาให้ได้ อะไรประมาณนี้

 

ถามว่าทำไมเมืองนี้ถึงต้องทาสีฟ้า? 

 

เมืองนี้ถูกสร้างตั้งแต่ ค.. 1471 ซึ่งตอนแรกมันไม่ได้เป็นสีฟ้า แต่ในปี ค.ศ. 1492 เมื่อชาวยิวที่ถูกขับไล่ออกจากประเทศสเปนด้วยเหตุผลทางศาสนา อพยพลงมาที่โมร็อคโค ก็ได้นำวัฒนธรรมการทาสีฟ้ามาตั้งแต่ตอนนั้น เกือบ 500 ปีผ่านมา วัฒนธรรมการทาสีสีฟ้าก็ได้ถูกส่งต่อมายังคนรุ่นหลังและยังคงทาสีฟ้ามันต่อไป จนกลายเป็นที่เที่ยวสำคัญแห่งนึงของประเทศโมร็อคโคไปเลยซะงั้น บ้างก็ว่า สีฟ้าคือสัญลักษณ์ของท้องฟ้าและสวรรค์อันเป็นที่สถิตของพระเจ้า บ้างก็ว่าทาสีฟ้าเพราะเอาไว้ไล่ยุงความจริงคืออะไร ใครรู้บอกที!

เมดิน่าของ Chefchaouen นั้น ไม่ได้ใหญ่เหมือนกับที่ Fes ก็จริงๆ แต่ถ้าเดินแบบไม่มีทิศทางก็มีหลงทางเสียเวลาเอาได้ กิจกรรมหลักๆ ที่อยู่ในเมดิน่าส่วนมากก็เป็นแนวเดินชมเมือง หามุมถ่ายรูปเก๋ๆ ใน Chefchaouen มีจุดถ่ายรูปหลักๆ อยู่ 4 จุดด้วยกัน เราหมายถึงจุดดังๆ ที่เพื่อนๆ คงจะเคยเห็นแล้วในหนังสือท่องเที่ยวต่างๆ วันนี้ เราได้รวบรวมจุดเหล่านั้นมาให้เพื่อนๆ ค่ะ ตามมาเล้ย~~~

 Checkpoint #1: Standalone 

“Standalone”

พิกัด: (35.1694300, -5.2652580)

ลักษณะเด่นของจุดนี้จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวกะสีฟ้า (เพราะมันสีฟ้าทั้งเมือง) แต่เป็นตึกแคบๆ ที่ตั้งอยู่คนเดียว โดดเดี่ยวเดียวดายมาก แถมยังเป็นบ้านที่มีคนอยู่จริงๆ อีกด้วย

 

 Checkpoint #2:Flowerpots 

 

“Flowerpots”

พิกัด: (35.1699220, -5.2632520)

จุดนี้เป็นจุดที่ถือว่าเป็น Iconic ของเมือง Chefchaouen เลยก็ว่าได้ มันเป็นจุดที่มีขั้นบันได ทาสีฟ้าตั้งแต่พื้น ผนัง และประตู แต่พอมาถึงจริงๆ แอบผิดหวังเล็กน้อย เพราะรูปที่เคยเห็น ความสวยมันอยู่ที่กระถางต้นไม้ที่มันควรจะหลากสีมากกว่านี้ แล้วสีมันจะตัดกะผนังสีฟ้า แต่เรามาวันนี้ เห้ยยย ไมกระถางมันสีฟ้าไปด้วยหล่ะ แป่ว! จุดนี้หาง่ายมา ตรงที่คนต่อคิวถ่ายรูปกันเยอะๆ นั่นแหละ 

 Checkpoint #3:House of blue 

“House of Blue”

พิกัด: (35.1701800, -5.2608700)

จุดนี้ คุณต้องเข้าไปในบ้านของคนๆ นึง (ที่เราไม่รู้ว่าใคร ) แต่เค้าเปิดให้เข้าไปชม คนละ 5DH ตามที่เราเคยเห็น ธีมของมันจะต้องเป็นแนวลานหน้าบ้านสีฟ้า มีที่นั่งจิบน้ำชาเก๋ๆ พอเดินเข้าไปจริงๆ อ่าว! ไหงรกขนาดนี้คะคูณ ถ้าคิดจะเก็บเงินคนละ 5DH นี่… กวาดใบไม้แห้งหน่อยมั้ยคะ

 Checkpoint #4:The Blue Alley 

 

“The Blue Alley”

พิกัด: (35.1693990, -5.2640070)

ตรอกนี้ ต่างจะตรอกอื่นๆ ตรงที่มันทาสีฟ้าตั้งแต่พื้น ประตู และผนังที่มันสูงกว่าปกติ ซึ่งตรอกอื่นๆ คุณอาจจะเห็นเค้าทาสีฟ้าแค่ชั้นล่างเท่านั้น (ประหยัดไง 555)

นี่คือ 4 จุดที่เราแนะนำ แต่เอาจริงๆ แล้วเราว่าถ้าคุณมีเวลาเดินชิวๆ ก็สามารถอยู่ด้านใน เดินถ่ายรูปได้หลายชั่วโมง

Around medina
เก๊าเอง
ตากผ้าแบบนี้ก็ดูอาร์ตดีนะ
“อย่ามายุ่ง หนูจะนอน”
สินค้ายอดนิยม(ขาย) ในเมือง Chefchaouen

MOSQUEE BOUZAAFAR / SPANISH MOSQUE
 

Rating: 

Spanish Mosque เป็น Mosque ที่ตั้งอยู่บนเขา เป็นจุดชมวิวที่เริ่ดที่สุดสำหรับวิวเมือง Chefchaouen การเดินทางมาที่นี่ คุณจะต้องจอดรถอยู่ที่ตีนเขา มีทั้งลานจอดเล็กๆ หรือจะจอดริมถนนก็ได้ จากนั้นคุณจะต้องเดินขึ้นเขามาประมาณ 15-20 นาที แล้วแต่ความฟิตของคุณ ทางเดินก็ไม่ได้เป็นระดับยากอะไรมาก รองเท้าผ้าใบธรรมดาก็ขึ้นได้ แนะนำว่าให้มาช่วงพระอาทิตย์ตก ถ้าจะจองที่นั่งดีๆ ก็มาก่อนเวลาตกนานๆ หน่อยนะ 

Watching over the blue city during sunset
Sunset at Chefchaouen

เราอยู่ Chefchaouen กัน 1 วัน 1 คืน ถามว่าน้อยไปมั้ย? สำหรับเรา เราว่ากำลังดี เพราะเมืองนี้เป็นเมืองเล็กนิดเดียว เดินแป๊บเดียวก็วนไปที่เดิมละ แต่ใครที่อยากดื่มด่ำกับเมืองคลาสสิกๆ ทำตัว Slowlife แวะดื่มชายามบ่ายดูนักท่องเที่ยวเดินไปเดินมาในเมืองสีฟ้าแห่งนี้ จะอยู่ซัก 2 วันก็เป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยหล่ะ 


EAT & SLEEP
 

Fes Marriott Jnan Palace Hotel

Rating: 

โรงแรมนี้ Location ก็ไม่ได้แย่ แม้ไม่ได้อยู่ใกล้ Medina แต่ขับไปเที่ยวก็ไม่ได้ไกล มีที่จอดรถฟรีอีกเช่นกัน สภาพโรงแรมกลางเก่ากลางใหม่ รวมๆ ก็ได้มาตรฐาน Marriott เราอยู่ที่นี่กัน 2 คืนค่ะ ภายในโรงแรมมีร้านอาหารแนะนำคือร้าน L’Herbier De L’Atlas เป็นร้านอาหาร Moroccan อยู่ภายในโรงแรมเลยค่ะ บรรยากาศดี ตกแต่งสวยมาก มีดนตรีสดให้ฟังด้วย ราคา reasonable นะคะ ถ้าเป็น Marriott Platinum member ได้ลดเพิ่มค่ะ รสชาติอาหารก็อร่อย เราสั่ง Beef Tajine มาเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือขาแกะย่างจานยักษ์ กินกันจนตาเหลือก หลังจากขับรถมานาน 9 ชั่วโมงปิดท้ายด้วยขาแกะไป โชเฟอร์เราก็หลับฝันดี 

 

Complexe Touristique le Pin

Rating:

ร้านนี้เป็นร้านแนะนำจากทั้ง Tripadvisor และ Lonely Planet ไม่ผิดหวังจริงๆ คือ อร่อย ถูก บรรยากาศดี เป็นแนวสวนอาหาร และที่สำคัญคืออยู่ทางผ่านไปเมือง Ifran เป๊ะๆ แบบไม่ต้องขับอ้อมให้เสียเวลา อาหารนำคือพวก Kabab และ Tajine (อีกแล้ว กินที่ไรก็กินอยู่อย่างเดียว) Chicken Tajine เนื้อแห้งไปหน่อย แต่ Beef Tajine ไม่ผิดหวัง อร่อยถูกใจ ด้านหลังร้านมีที่จอดอย่างดี เวลา search google ให้ใช้แค่ “Le Pin” อย่างเดียว อียาวๆ ข้างหน้าเวลาเอาไป search จะหาไม่เจอ 

 

Sky Chinese Restaurant

Rating:

ร้านอาหารจีนตรงทางเข้าของ Chefchaouen Medina อาหารอร่อยมาก ตกแต่งร้านก้อเข้าธีมเมืองสีฟ้าสุดๆ เถ้าแก่เนี๊ยะใจดีมาก เราแวะไปกินทั้งกลางวันทั้งเย็นเลย เพราะเดินจากโรงแรมเราไปไม่ไกล (ลืมถ่ายรูปมา)

 

Résidence Hoteliére Chez Aziz

Rating:

เราเลือกพักโรงแรมนี้ที่ Chefchaouen เพราะ Location ดี ราคาไม่แพง มีที่จอดรถ (จอดริมถนนหน้าโรงแรม ซึ่งโรงแรมจองที่ไว้ให้ โบกให้เสร็จสรรพ์ เพราะทางค่อนข้างแคบ) แถมเดินไปประมาณ 10 นาทีก็ถึงทางเข้าเมดิน่าเลย สภาพโรงแรมตกแต่งแนวโมร็อคโคอีกเช่นกัน ห้องพักที่นี่เป็นแบบ Apartment หมด นั่นคือเข้าจะมีห้องนอน ห้องรับแขก ห้องน้ำ และห้องครัว เป็นแบบนี้ทุกห้อง ภายในกว้างขวางมาก แต่ห้องน้ำแคบมาก คือแคบจนหาที่วางสบู่ไม่เจอ  พื้นห้องเป็นหินๆ อิฐๆ ปูพรมไม่หมด เพราะฉะนั้นตอนหน้าหนาวเดินที่นี่แล้วยะเยือกเว่อ แถมมีฝุ่นบนพื้นเยอะมาก เอาเป็นว่าถ้าเพื่อนๆ เลือกที่นี่ ก็พก slipper ไปใช้ด้วยนะคะ อ้อ ที่นี่ไม่มีไดร์เป่าผมให้นะคะ แต่ขอจาก front ข้างล่างได้ค่ะ อาหารเช้าที่นี่คือมาเสริฟที่ห้องเลยโดยการโทรไปบอก front ข้างล่าง แล้วเค้าจะเอาขึ้นมาให้ทานที่ห้อง แต่เราไม่ได้ทานเพราะอีกวันออกเช้ามาก เราอยู่ที่นี่ 1 คืนถ้วนค่ะ

 


การเดินทางของเรา ยังไม่สิ้นสุดแค่นี้นะคะ ตอนหน้าก็เป็นตอนสุดท้ายแล้วของมหากาพย์โมร็อคโค เราจะพาเพื่อนๆ ไปขับรถเรียบมหาสมุทรแอตแลนติกตั้งแต่เหนือสุดของโมร็อคโคยาวไปจนถึง Casablanca กันค่ะ 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *