Wilderness คำๆ นี้ สามารถบรรยายภาพของ Alaska ได้อย่างชัดเจน เพราะเป็นสถานที่ที่ยังคงความเป็นป่าและเข้าถึงยาก แม้กระทั่งเมืองหลวงของรัฐอย่าง Juneau ยังสามารถเข้าถึงได้โดยเรื่องบินหรือเรือเท่านั้น ในอลาสก้ามีถนน main road อยู่เพียงแค่ 3 เส้น คือถนนหมายเลข 1, 2 และ 3 ซึ่งวิ่งวนเป็นวงกลมเริ่มตั้งแต่ทางเหนือของ Anchorage ผ่าน Denali ขึ้นไปจนถึง Fairbank วกลงมาผ่าน Anchorage อีกครั้ง ไล่ลงไปจนถึงคาบสมุทร Kenai นอกจากนั้นแล้ว 7 จาก 9 แห่งที่เป็น National park ที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ก็ยังตั้งอยู่ในรัฐ Alaska แห่งนี้อีกด้วย ดังนั้น จึงไม่เป็นแปลกที่ Alaska เป็นสถานที่ที่ยังคงความเป็นป่าอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

จากตอนที่แล้ว เราอยู่กันที่เมือง Valdez ที่ที่เราไปพายเรือคายัคในธารน้ำแข็งกัน เช้าวันต่อมา เราก็โบกมืออำลา Valdez ขับย้อนกลับไปทางเดิม เพื่อไปยัง Matanuska glacier กันค่ะ

 

Road from Valdez to MICA Guides

 

ระหว่างทางจาก Valdez ไปยัง matanuska glacier เราสะดุดร้านค้าอยู่ร้านนึงข้างถนน เลยลองแวะจอดดู ปรากฏว่าเป็นร้านขายเนื้อสัตว์ป่าแบบเอามาทำรมควัน ดูรายการเมนูที่เขียนอยู่ก้อเลยสนใจ เห็นแปลกดี มีทั้งเนื้อวัว เนื้อกวาง เนื้อควาย เนื้อ elk และอื่นๆ อีกมากมาย น่าสนใจมาก

 

ร้านขายสัตว์ป่ารมควัน สนใจแวะได้

 

เดินเข้าไปใกล้ๆ เหยยยย มีหลายรสด้วยอ่ะ ทั้งพริกไทย teriyaki โอ้วว advance มาก packaging ก็ทำดี แต่ราคาแพงอยู่นะ อันละ $50 คนขายเป็นคุณลุงแก่คนนึง ดูแล้วน่าจะพิการทางขา นั่งขายอยู่ในรถ ลุงเคลมว่า ซื้อกะลุงนี่ของแท้แน่นอน ไม่ผสมเนื้ออื่นๆ เหมือนที่ซื้อใน supermarket เราก็เชื่อคนง่าย จัดไป 3 ห่อ เอามาทั้ง ช้าง ม้า วัว ควาย เอ้ยๆ ช้าง กะม้าไม่มีจ่ะ 5555

 

 

MATANUSKA GLACIER 
 

ธารน้ำแข็งแห่งนี้ เราขับรถผ่านตั้งแต่ขาที่ลงมา Valdez แล้ว โดยคุณจะเห็นมันตั้งแต่ไกลๆ ดูแล้วเข้าถึงง่าย ตั้งอยู่ระหว่างเมือง Palmer และ Glennallen ได้รับเลือกจาก Alaska Magazine ว่าเป็นที่เที่ยวอันดับ 2 จาก 49 ที่เที่ยวใน Alaska เลยทีเดียว Matanuska Glacier เป็นธารน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในอลาสกาที่สามารถเข้าถึงได้โดยรถยนต์ มีความยาวประมาณ 26 ไมล์และกว้าง 4 ไมล์ จัดเป็นธารน้ำแข็งในหุบเขา และด้วยเหตุที่มันมีขนาดใหญ่มาก มันจึงมีระบบนิเวศน์เป็นของตัวเอง มวลอากาศเย็นปกติจะลอยขึ้นมาจากธารน้ำแข็ง ไปยังบรรกาศด้านบนจนถึง mountain peak ทำให้ท้องฟ้า ที่อยู่เหนือธารน้ำแข็งจะปลอดโปร่งแจ่มใสเกือบตลอดเวลา แม้ว่าข้างนอกอากาศมืดครึ้มก็ตาม เหมือนอย่างวันนี้ เราออกจาก Baysaid RV park ที่เป็น RV campsite ของเราที่เมือง Valdez มุ่งหน้าขึ้นเหนือ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง ก็ถึง MICA Guides ซึ่งเป็นทัวร์ Glacier Walk ของเราวันนี้ โดยเราจองทัวร์ไว้ตอนบ่ายโมง

 

Entrance of Matanuska Glacier

ที่ MICA Guides แห่งนี้เป็น guided tour ซึ่งมีทัวร์ให้เลือกหลายแบบ อันที่ดังๆ ของเค้าก็หนีไม่พ้นทัวร์ประเภท trekking บนธารน้ำแข็งนี่แหละ ซึ่งจะมีความยากง่ายหลายระดับให้เลือก ตั้งแต่ เดินพื้นน้ำแข็งราบธรรมดาๆ หรือแบบยากขึ้นมานิด มีการใช้เชือกโรยตัวเข้าช่วย ไปจนกระทั่งถึงการไต่ภูเขาน้ำแข็ง แน่นอนว่า วันนี้เรามากะ สว. เราจึงเลือกแบบง่ายสุด เอาแบบเข้าไปเป็นน้ำจิ้มๆ กันขำๆ ก็พอ แต่ถ้าใครพอมีประสบการณ์เดินเขาอย่างช่ำชอง ก็ไปแบบ advance trekking ได้

Matanuska Glacier

Ice Fall Trek

ทัวร์ยอดนิยมสำหรับการเที่ยวชม Matanuska Glacier แบบใกล้ชิด จากที่ MICA office ไกด์สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มของเรา ขับรถตู้พาเราทั้ง 6 คนมาถึงปากทาง Glacier ใช้เวลาประมาณ 15 นาที หลังจากบรรยาย safety instruction เล็กน้อยพอเป็นพิธี นางก็พาเราเดินเข้าไปยัง Glacier ซึ่งพอเข้าไปซักหน่อย นางก็ให้เราเริ่มใส่ mountaineering crampons ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้สวมทับรองเท้าของเราอีกที ด้านล่างมีลักษณะเป็นหนามๆ เวลาเดินบนน้ำแข็งจะได้ไม่ลื่นหน้าแหกจ้า

Mountaineering crampons

 

ใส่รองเท้าหนามเรียบร้อย ไกด์เราก็อธิบายวิธีการเดินด้วย crampons เล็กน้อยว่า เวลาเดินขึ้นเขา-ลงเขา ต้องเดินยังไง จากนั้นเราก็ย่างก้าวเข้าสู่บริเวณที่เป็นน้ำแข็ง ซึ่งอากาศดีมาก ไม่หนาวไม่ร้อน มีลมเย็นๆ เหนือธารน้ำแข็งพัดผ่านตัวเราเป็นระยะๆ 

 

เวลาเจอร่องกว้างๆ นางก็จะเข้ามาพยุง สว. เรา น่ารักมาก 🙂

 

จริงๆ แล้ว ที่ Matanuska Glacier แห่งนี้ นักท่องเที่ยว สามารถเดินเข้ามาเที่ยวเองได้ โดยไม่ต้องซื้อทัวร์ และไม่ต้องเสียค่าเข้า เพียงแต่ต้องเสียค่าผ่านทางก่อนจะมาถึงปากทางของ glacier เพราะเป็นพื้นที่ส่วนบุคคล (คนละ $25) หากแต่การมาเที่ยวเอง ถ้าจะให้ปลอดภัยหน่อย ก็ควรซื้อ crampons มาด้วย จะเข้ามาในตัวธารน้ำแข็งได้ลึกกว่า แต่วันนี้เรามาไกด์ ก็จะได้เปรียบในแง่ของการมีคนบรรยายโน่นนี่นั่น

 

น้ำแข็งสีฟ้ามว๊ากกกก
ลุงนี่ยืนเล่น MV ท่ามกลาง glacier อยู่
แบบ Advance ก็มาจ้า
นี่ก็แขนสั้นเลยจ้า 555 บอกแล้วว่าอากาศดี

 

Matanuska Ice Fall Trek by MICA

  • Ice Fall Trek: $89 + Entrance pass $25 per person
  • Duration: รวมๆ 4 ชั่วโมง โดยจะอยู่บนธารน้ำแข็งประมาณ 3 ชั่วโมง
  • MICA guide Office: here จอดรถและจ่ายเงินที่นี่ 
  • Reservation: https://micaguides.com/activities/alaska-glacier-tour/ แนะนำให้จองไปก่อน
  • Rating:  
  • Note: ที่นี่จะมีรองเท้า trekking รวมถึง crampons บริการให้ หรือสำหรับคนที่กลัวหนาว ก็มีเสื้อ jacket ให้ยืม แต่สำหรับคนที่มาหน้าร้อนเหมือนเรา อาจจะไม่ต้องใช้ เพราะอย่างที่บอก อากาศดี เย็นๆ สบายๆ 
แม่บ้าน vs คุณชาย

 

เราใช้เวลาครึ่งวันบ่ายอยู่กันที่ Matanuska Glacier จนเย็น เราก็ขับรถย้อนกลับมานิดหน่อยเพื่อพักค้างคืนกันที่ Grand View Cafe & RV Park โดยเราพักค้างคืนกันแค่ 1 คืนเท่านั้น ที่พักที่นี่ค่อนข้างดี โลเคนั่นก็ใช้ได้ ด้านหลังเป็นวิวเขา ด้านหน้าเป็นวิว Matanuska Glacier ไกลๆ มีร้านอาหาร ห้องซักผ้า ส่วนห้องอาบน้ำเป็นแบบหยอดเหรียญเหมือนคืนแรก 

 

ถึงเวลาอาหารเย็น

 

กิจกรรมหรรษาพากิน ก็ได้เริ่มต้นขึ้นทันทีที่เราจอดรถ อาหารเย็นวันนี้ขอเสนอไก่ผัดเต้าซี่ ลาบแซลม่อน ต้มข่าไก่ ไก่ผัดขิง ไข่ต้ม และถัวลันเตาผัดกระเทียม  ส่วน activity หลังท้องอิ่ม เราก็เอาเก้าอี้สนามออกมากาง ส่อง mountain sheep กะคุณลุงที่จอดรถช่องข้างๆ นี่แหละที่เค้าเรียกว่า Lost in Nature เจรงๆ

 

 

GRAND VIEW CAFE AND RV PARK

  • Type of Site: Pull Trough
  • Hookup Type: Fully Hookup
  • Rate/night: $40
  • Shower:$3.00 for 9 minutes.
  • Rating: 
  • Link: https://www.grandviewrv.com/

เช้าวันต่อมา เราออกเดินทางลงใต้ไปอีก จุดมุ่งหมายวันนี้อยู่เมือง Seward ซึ่งระหว่างทาง เราจะแวะไปเที่ยวที่เมือง Whittier ก่อน

 

WHITTIER 
 

 

เมื่อพูดถึงเมือง Whittier อาจจะคุ้นหูสำหรับคนไทยส่วนใหญ่ เพราะมันเป็น gateway สู่ Prince William Sound นั่นเอง ถือเป็นเมืองท่าของทัวร์ที่เป็นประเภท cruise ใครที่มา Alaska เพื่อมาล่องเรือสำราญ ส่วนใหญ่ก็ต้องมาลงเรือกันที่นี่แหละ ความสวยของเมืองนี้อยู่ตรงที่มันเป็นเมืองที่ล้อมรอบไปด้วยภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ในช่องแคบที่เป็นทางออกสู่ Prince William Sound นั่นเอง

ปากทางเข้าอุโมงค์เข้า-ออก เมือง Whittier

 

วีธีการมาเมืองนี้ จะต้องผ่านอุโมงค์แสนแคบและยาว Anton Anderson Memorial Tunnel ตั้งชื่อตามชื่อของอดีตหัวหน้าวิศวกรรถไฟอลาสก้าและนายกเทศมนตรีเมือง Anchorage โดยอุโมงนี้ ภายในมีถนนเส้นเดียวที่ทั้งรถยนต์และรถไฟจะใช้ถนนร่วมกันใน 1 เลน ไม่สามารถสวนกันได้ และจะเปิดให้ใช้แค่ช่วง 5:30 AM-11:15 PM เท่านั้น ดังนั้นเค้าจึงต้องมีการจัดตารางเวลาการเดินรถ ทั้งเข้าและออกอุโมงค์ พอเราขับรถไปถึงหน้าทางเข้า จะมีการแบ่งเลนเพื่อรอเวลาเปิดอุโมงค์ ซึ่งจะแบ่งเป็นรถขนาดเล็ก รถขนาดใหญ่ และพวกรถพ่วงหรือ RV แบบเราเป็นคนละเลน ลักษณะเหมือนต่อคิวขึ้นเรือ ferry ยังไงหยั่งงั้นเลย

 

บริเวณต่อคิวรอเข้าอุโมงค์
นี่ไงทางเข้า เด๋วหาว่าโม้ แคบจริงไรจริง แถมใช้แชร์กันอีกทั้งรถยนต์ ทั้งรถไฟ

 

พอลอดอุโมงค์ออกมา ถึงแว้ว~~~~ Whittier สำหรับนักท่องเที่ยวแบบเรา ที่มาเที่ยวแบบเช้ากลับเย็นไรงิ เค้าจัดที่จอดรถแบบเสียตังค์ไว้ให้ค่ะ พอออกจากอุโมงค์มาไม่นาน ก็ถึงลานจอดรถกว้างขวางอยู่ขวามือ เราจัดการจอด RV ของเราทิ้งไว้ แล้วก็เดินเที่ยวรอบเมืองกันค่ะ

 

แยกหลังจากจุดจอดรถ
ท่าเรือ Cruise

 

จุดเก๋ของเมืองนี้คือ คนทุกคนในเมือง ประมาณ 200 กว่าคน อาศัยอยู่ในตึกๆ เดียวที่ชื่อว่า Begich Towers ซึ่งเป็นตึกสูง 14 ชั้น เมื่อก่อนเคยใช้เป็น U.S. military base ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาอย่างโชคโชน ทั้งระเบิด ทั้งแผ่นดินไหว ทั้ง Tsunami แต่ตึกก็ยังยืนยงคงอยู่มาถึงปัจจุบัน ด้านในเป็นทั้งที่พักอาศัย โรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร ไปรษณีย์ สถานีตำรวจ convenience store หรือแม้แต่โบสถ์ที่ตั้งอยู่ที่ basement คือครบวงจรจริงๆ เหตุผลที่ผู้คนเลือกที่จะอาศัยอยู่ในตึกๆ เดียว เพราะในฤดูหนาว อากาศจะหนาวแบบโหดร้ายมาก นอกจากนั้น ด้วยสภาพภูมิประเทศ จะมีลมพัดแรงเป็นพิเศษ เป็นผลให้เมืองถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์ แต่ผู้คนยังคงสามารถอาศัย ทำงาน เรียน และประกอบกิจกรรมอื่นๆ ได้อย่างต่อเนื่อง เพราะทุกอย่าง อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกัน เอาเป็นว่า คุณอยู่ในตึกได้เป็นเดือนๆ แบบไม่ต้องไปเผชิญอากาศหนาวเหน็บข้างนอก เออ! อย่างเก๋อ่ะ

 

Begich Towers

June Miller หนึ่งในผู้พักอาศัยอยู่ในตึกนี้ นางเปิดห้องให้คนเช่าเป็นแบบ bed and breakfast ตั้งอยู่สองชั้นบนสุดของตึก Begich Towers ชื่อว่า June’s Whittier Condo Suites ใครสนใจประสบการณ์แบบ isolate ก้อลองพาพักกันได้เด้อ

ดังนั้น ที่ Whittier แห่งนี้ คนที่อาศัยอยู่ที่นี่จึงชอบพูดกันว่า

“For the most part, you know everybody. It’s a community under one roof. We have everything we need.”

เราเดินเที่ยวเล่นอยู่ที่ตึก Begich Towers อยู่ซักพัก ก็เดินมุ่งหน้าไปยังท่าเรือ ผ่านอุโมงค์ยาวสีเงิน ที่เชื่อมต่อจากเมืองด้านบนยาวลงไปจนถึงท่าน้ำ

จุดเริ่มทางลงอุโมงค์
ภายในอุโมงค์

 

บรรกาศริมน้ำที่นี่หน้าร้อน มันเริ่ดจริงๆ เพราะอากาศที่นี่กำลังสบาย ไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป คุณสามารถเดินชมวิวริมน้ำ มีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึกเปิดให้บริการกันครึกครื้น นอกจากนั้น คุณก็จะเห็นชาวเมืองที่นี่ เอาเรือขึ้นลงท่าน้ำกันขวักไขว่ ให้บรรยากาศเมืองตากอากาศมากจริงๆ

 

ร้านขายของที่ระลึกเก่ๆ
นั่งชิวริมท่าน้ำ
สองอ้วนที่ Whittier
อีกทางเลือกหนึ่งเพื่อมา Whittier
บรรยากาศริมน้ำหน้าร้อน

เราเดินเล่นอยู่ที่เมือง Whittier กันจนเย็น แวะทานไอติมกันพอประมาณ จากนั้นจึงมุ่งหน้าลงใต้ไปยังเมือง Seward สถานีสุดท้ายของการเดินทางด้วยรถ RV ที่อลาสก้าของเราค่ะ ติดตามอ่านตอนต่อไปนะคะ 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *